จับตาปฏิกิริยาผู้นำนานาชาติ หลังคาบูลแตก
หลังกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถานถูกกลุ่มทาลิบันยึดครองไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ มาดูกันว่าผู้นำของประเทศต่างๆ ทั่วโลกพากันปรับตัวรับกับความเป็นจริงทางการเมืองใหม่ที่เกิดขึ้นในอัฟกานิสถาน และแสดงปฎิกิริยาในเรื่องดังกล่าวอย่างไร

ไบเดนยืนหยัดต่อการตัดสินใจถอนทหาร ยันให้โอกาสอัฟกันตัดสินอนาคตเอง
ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐอเมริกา ออกมายืนยันการตัดสินใจถอนทหารของตนเอง และว่าหลังจาก 20 ปีผ่านไป เขาได้เรียนรู้ด้วยหนทางที่ยากลำบากว่าไม่มีช่วงเวลาใดที่จะเป็นช่วงเวลาที่ดีในการถอนทหารสหรัฐออกมา แต่ภารกิจของสหรัฐในอัฟกานิสถานไม่ใช่การสร้างชาติ แต่ยอมรับว่าการที่ทาลิบันยึดครองอัฟกานิสถานได้เกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้
ไบเดนกล่าวว่าการตัดสินใจของเขายังเป็นผลจากคำมั่นสัญญาที่เคยให้กับทหารสหรัฐ ว่าเขาจะไม่ขอให้ทหารต้องเสี่ยงชีวิตไปกับสงครามที่ควรจะยุติลงเมื่อนานมาแล้ว แม้รู้ดีว่าการตัดสินใจดังกล่าวจะทำให้ตนถูกวิพากษ์วิจารณ์ พร้อมย้ำว่าสหรัฐได้ให้โอกาสทุกอย่างเพื่อให้อัฟกานิสถานตัดสินใจอนาคตของตนเอง แต่ไม่สามารถช่วยสร้างความตั้งใจมุ่งมั่นที่จะต่อสู้เพื่ออนาคตให้กับชาวอัฟกานิสถานได้
ผู้นำสหรัฐกล่าวอีกว่า เขาได้เตือนผู้นำทาลิบันว่าต้องปล่อยให้กระบวนการการถอนตัวออกจากอัฟกานิสถานของสหรัฐเป็นไปโดยปราศจากอุปสรรค ไม่เช่นนั้นก็ต้องเผชิญกับการทำลายล้างด้วยกองกำลัง และว่าคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ที่แท้จริงของสหรัฐอย่างจีนและรัสเซียจะไม่ยินดีอะไรมากไปกว่าเห็นสหรัฐยังคงเผาเงินหลายพันล้านดอลลาร์และทุ่มเททรัพยากรรวมถึงความสนใจไปกับการรักษาความมั่นคงในอัฟกานิสถานไปอย่างไม่มีกำหนด
ผู้นำอังกฤษเรียกประชุมจี7 ย้ำต้องปฎิบัติไปในทิศทางเดียวกัน
นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ในฐานะประธานกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ชาติ (จี 7) ในปัจจุบัน เรียกร้องให้มีการจัดประชุมผู้นำจี 7 ออนไลน์เพื่อหารือถึงวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น และเพื่อให้ได้ข้อตกลงเกี่ยวกับแนวปฎิบัติในเรื่องดังกล่าวเพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ก่อนหน้าที่รัฐบาลอัฟกานิสถานจะถูกโค่นลง บอริสกล่าวว่า อังกฤษและชาติพันธมิตรต้องทำให้มั่นใจว่ารัฐบาลอัฟกานิสถานจะไม่ปล่อยให้ประเทสกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของกลุ่มก่อการร้าย

ผู้นำเยอรมนีชี้ ทาลิบันยึดคาบูลเป็นเรื่องน่ากลัว
นางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวว่า การกลับมามีอำนาจของทาลิบันเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับชาวอัฟกานิสถานหลายล้านชีวิต ผู้ที่ทำงานในสังคมที่เปิดกว้างมากขึ้น และได้รับการสนับสนุนจากชุมชนตะวันตก ซึ่งพุ่งความสนใจไปที่ประชาธิปไตย การศึกษา และสิทธิสตรี ทั้งยังเป็นเรื่องที่แย่มากสำหรับครอบครัวที่ทหารที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปกับปฏิบัติการของกองกำลังสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต)
ปธน.ฝรั่งเศสย้ำต้องไม่ปล่อยให้อัฟกันเป็นที่หลบภัยของกลุ่มก่อการร้าย
ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ระบุว่า อัฟกานิสถานจะต้องไม่กลายเป็นที่หลบภัยของกลุ่มก่อการร้ายอีกครั้งเหมือนที่เคยเป็นมา กระทั่งสหรัฐส่งทหารบุกเข้าไปเมื่อ 2 ทศวรรษก่อน นี่คือกุญแจสำหรับมีความมั่นคงและสันติภาพระหว่างประเทศ เราจะต้องทำทุกอย่างและไม่ว่ารัสเซีย อังกฤษ รวมถึงยุโรป จะต้องร่วมมือกันอย่างมีประสิทธิถาพเพราะผลประโยชน์ของเราเหมือนกัน
ฝรั่งเศสและสหภาพยุโรป (อียู) จะตั้งความร่วมมือเพื่อป้องกันการไหลเข้ามาของผู้อพยพแบบไร้ระเบียบจากอัฟกานิสถาน โดยรัฐมนตรีต่างประเทศอียูจะหารือกันถึงวิกฤตการณ์ดังกล่าวในวันที่ 17 สิงหาคมนี้

จีน-รัสเซีย พร้อมร่วมงานทาลิบัน
รัสเซียเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ไม่ได้สั่งอพยนักการทูตของตนเองออกจากกรุงคาบูล และระบุว่ายังคงไม่ได้ตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ที่นั่น ขณะที่เจ้าหน้าที่รัสเซียรายหนึ่งชี้ว่า รัสเซียจะตัดสินใจว่าจะรับรองรัฐบาลทาลิบันชุดใหม่หรือไม่ ขึ้นกับความประพฤติของทางการชุดใหม่เอง
ทั้งนี้รัสเซียได้ตั้งช่องทางติดต่อในการประสานงานกับตัวแทนของทางการใหม่ของอัฟกานิสถานแล้ว และเอกอัครราชทูตรัสเซียจะพบกับทาลิบันในวันที่ 17 สิงหาคมนี้
ขณะที่โฆษกรัฐบาลจีนระบุว่า ปักกิ่งพร้อมที่จะกระชับความเป็นมิตรและความร่วมมือที่ลึกซึ้งขึ้นกับอัฟกานิสถาน ด้านโฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนกล่าวว่า ทาลิบันได้แสดงความหวังที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีกับจีนหลายครั้ง และยังตั้งตารอการมีส่วนร่วมของจีนในการฟื้นฟูและพัฒนาอัฟกานิสถานอีกด้วย
อิหร่านจับตาพัฒนาการใกล้ชิด
ด้านประธานาธิบดีอิบราฮิม ไรซี ของอิหร่าน กล่าวว่า เห็นโอกาสเชิงบวกจากการที่กองทัพอัฟกานิสถานพ่ายแพ้และสหรัฐถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน เป็นการสร้างโอกาสในการฟื้นฟูชีวิต ความมั่นคง และสันติภาพที่ยั่งยืนในประเทศ
แม้ในถ้อยแถลงของเขาจะไม่ระบุถึงทาลิบันโดยตรง แต่ก็ย้ำว่าอิหร่านต้องการความสัมพันธ์ที่ดีกับมิตรทางตะวันออก และกำลังจับตาดูพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้จากตัวเลขของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) ชี้ว่า อิหร่านเป็นที่พักพิงให้กับชาวอัฟกานิสถานเกือบ 3.5 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึงเกือบ 4% ของประชากรอัฟกานิสถาน


