2 ปี ‘การต่างประเทศไทย’ใต้รัฐนาวา ‘ประยุทธ์’

18.09.16 | 18:00 น.
เสข วรรณเมธี

หมายเหตุ -“มติชน” เนื่องในโอกาสครบ 2 ปีของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์พิเศษ สรุปผลงานด้านการต่างประเทศในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา

ต้องยอมรับว่า ก่อนที่รัฐบาลปัจจุบันภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามารับหน้าที่ ประเทศไทยประสบวิกฤตความขัดแย้งทางการเมือง การบริหารราชการชะงักงัน ประชาชนไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ จนทำให้นานาประเทศขาดความเชื่อมั่นต่อไทย ขณะที่องค์การระหว่างประเทศและนานาชาติก็แสดงความกังวลใจ ทั้งยังเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ อาทิ ปัญหาสิทธิมนุษยชน การปฏิบัติตามมาตรฐานสากลและตามพันธกรณีระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศที่มีความต่อเนื่อง และมียุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันทั้งในและต่างประเทศ เพื่อรักษาและส่งเสริมผลประโยชน์แห่งชาติในทุกมิติ แสวงหาโอกาสในการขยายการค้า การลงทุน และความร่วมมืออื่นๆ กับต่างประเทศ เพื่อมุ่งสู่วิสัยทัศน์ให้ประเทศไทย “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ถือเป็นผลสำเร็จสำคัญของงานด้านต่างประเทศของรัฐบาลมีหลายประเด็น เริ่มตั้งแต่สิ่งที่ถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สุดคือการส่งเสริมความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านและในกรอบอาเซียน ปัจจุบันความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านอยู่ในระดับดีเยี่ยม มีบรรยากาศความร่วมมือที่ดี ชายแดนสงบเรียบร้อย มีมูลค่าการค้าชายแดนที่สูงขึ้น โดยมีการเพิ่มพูนความร่วมมือกับประเทศกลุ่ม CLMV หรือ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม รวมทั้งมาเลเซียในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความมั่นคงบริเวณชายแดน การค้าการลงทุน ความเชื่อมโยง โดยการเปิดจุดผ่านแดนกับประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มเติม มีการก่อสร้างถนนและสะพานข้ามแดน ขณะที่ความร่วมมือด้านแรงงานก็ได้มีการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนา โดยให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาแก่ประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งในด้านสาธารณสุข เกษตร การศึกษา และการดำรงชีพตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากนี้ ไทยยังร่วมมือกับประเทศกลุ่ม CLMV ผ่านกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำ โขงกับประเทศต่างๆ อาทิ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกาอีกด้วย ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเชิงรุกของรัฐบาล เพื่อส่งเสริมบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางของประชาคมอาเซียน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมให้กับประชาชนในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เพื่อให้ไทยสามารถมีบทบาทที่เข้มแข็งและสร้างสรรค์ภายในประชาคมอาเซียน โดยการเข้าร่วมการประชุมต่างๆ ในกรอบอาเซียนอย่างสม่ำเสมอ ท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน 5 ครั้ง การประชุมอาเซียนบวก 3 และประชุมสุดยอดอาเซียนกับสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย ขณะที่ไทยยังได้เป็นประเทศผู้ประสานงานระหว่างอาเซียน-จีน ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2555-เดือนกรกฎาคม 2558 และเป็นประเทศผู้ประสานงานระหว่างอาเซียน-สหภาพยุโรป ในปัจจุบัน รวมทั้งยังมีบทบาทผู้นำในการเตรียมความพร้อมของภาคส่วนต่างๆ ของไทยและคนไทยเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558

Advertisement

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ได้มีการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพราะตระหนักดีว่าความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่ช่วยเปิดประตูให้กับการเพิ่มพูนความร่วมมือในด้านต่างๆ ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม การพัฒนา และความสัมพันธ์ระดับประชาชนสู่ประชาชน นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง โดยนายกรัฐมนตรีได้เดินทางเยือนประเทศต่างๆ อย่างเป็นทางการแล้ว 12 ประเทศ และรัฐบาลยังได้ต้อนรับผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากประเทศต่างๆ ที่มาเยือนไทย เช่น รองประธานาธิบดีพม่า นายกรัฐมนตรีรัสเซีย ประธานาธิบดีศรีลังกา นายกรัฐมนตรีกัมพูชา รองประธานาธิบดีอินเดีย ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ที่ปรึกษาแห่งรัฐและรัฐมนตรีต่างประเทศพม่า นายกรัฐมนตรีลาว และนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นต้น

นอกจากนี้ไทยยังได้จัดประชุมหารือทวิภาคีกับประเทศในหลายภูมิภาค เพื่อแสวงหาแนวทางการกระชับและขยายความสัมพันธ์ในด้านต่างๆ รวมทั้งแลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็นที่เป็นผลประโยชน์หรือสนใจร่วมกัน ทั้งยังได้เจรจาและจัดทำความตกลงความร่วมมือกับนานาประเทศในทุกมิติ อาทิ ความร่วมมือด้านการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์กับกัมพูชา ความร่วมมือด้านการเกษตรกับบรูไนดารุสซาลามและรัสเซีย ความร่วมมือด้านการพัฒนาระบบรางกับญี่ปุ่น ความร่วมมือด้านธุรกรรมการเงินและการธนาคารกับจีนและรัสเซีย และความร่วมมือทางวัฒนธรรมกับเวียดนาม จีน รัสเซีย และเปรู

รัฐบาลยังได้ดำเนินการเพื่อยกสถานะบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศและประชาคมโลก รวมถึงรักษาผลประโยชน์ของชาติในเวทีระหว่างประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศสำคัญๆ อาทิ การประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค การประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 การประชุมผู้นำอาเซียน-สหรัฐ อย่างไม่เป็นทางการ การประชุมระดับผู้นำว่าด้วยความมั่นคงทางนิวเคลียร์ การประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ ที่รัสเซีย และการประชุมผู้นำจี 20 ฯลฯ

ไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศหลายครั้ง เพื่อแสดงบทบาทผู้นำและท่าทีที่สร้างสรรค์ของไทย อาทิ การเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือเอเชีย หรือเอซีดี ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิก 34 ประเทศในเอเชีย และในเดือนตุลาคมนี้ไทยยังจะเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดเอซีดี ที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการเสริมสร้างสถานะและการเป็นที่ยอมรับให้แก่ประเทศไทยอีกด้วย

ทั้งนี้ รัฐบาลได้ดำเนินการเชิงรุกเพื่อส่งเสริมบทบาทไทยในประเด็นที่ประชาคมโลกให้ความสำคัญ และสะท้อนแนวปฏิบัติที่ดีของไทยในเวทีระหว่างประเทศ อาทิ การผลักดันการแก้ไขปัญหาการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ และการนำเสนอหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ให้เป็นแนวทางหนึ่งสำหรับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยขับเคลื่อนในกลุ่ม 77 และกรอบความร่วมมือไตรภาคี

ตลอดปีที่ไทยเป็นประธานกลุ่ม 77 เราได้จัดประชุมเกี่ยวกับการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการพัฒนา ทั้งในระดับประชาชนและภาคธุรกิจที่กรุงเทพฯแล้ว 2 ครั้ง รวมทั้งจัดให้มีการหารือ ดูงาน และทำกิจกรรมเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างความรับรู้เกี่ยวกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงแก่นานาประเทศ นอกจากนี้ ไทยมีกำหนดจะจัดการประชุม SEP for SDGs Partnership : A G-77 Forum to Implement the SDGs ในเดือนกันยายนนี้ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เพื่อเพิ่มความตระหนักรู้ ความเข้าใจ และกระตุ้นให้เกิดการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในประเทศต่างๆ

บทบาทของไทยในเวทีโลกเป็นที่ประจักษ์ในสายตาของนานาประเทศ เห็นได้จากการที่ไทยได้รับเลือกเป็นประธานกลุ่ม 77 วาระปี 2559 ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นต่อบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศ และเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์และยกระดับความก้าวหน้าเชิงการทูตและการเมืองระหว่างประเทศของไทยในเวทีโลก รวมทั้งยังทำให้นายกรัฐมนตรีได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมผู้ นำจี 20 ที่จีน ในนามของกลุ่ม 77 ซึ่งไทยได้แสดงบทบาทที่สร้างสรรค์ในฐานะผู้สร้างสะพานเชื่อมระหว่างประเทศกำลังพัฒนากับประเทศพัฒนาแล้ว

กระทรวงการต่างประเทศยังได้ออกไปพบปะพูดคุยและให้ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ของประเทศ และนโยบายของรัฐบาลที่ขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเดินหน้าและแก้ไขปัญหาที่กระทบต่อประชาชน โดยยึดกฎหมายและเคารพสิทธิมนุษยชน รวมทั้งดำเนินการส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในต่างประเทศ ผ่านการทูตสาธารณะ และการทูตวัฒนธรรม สำหรับปัญหาที่ต่างประเทศแสดงความกังวลหรือสนใจ เช่น การค้ามนุษย์ การทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือไอยูยู และปัญหามาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินพลเรือน กระทรวงการต่างประเทศได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่เจรจา ชี้แจง ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประเทศและองค์กรที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับความตั้งใจและสิ่งที่รัฐบาลไทยได้ทำ และจะทำเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาเหล่านี้

ผลจากการดำเนินการต่างๆ ที่ว่ามา ส่งผลให้รัฐบาลประเทศต่างๆ มีความเข้าใจต่อสถานการณ์ในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น อาทิ ในเรื่องการค้ามนุษย์ ที่ล่าสุดกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐได้เลื่อนสถานะของไทยในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ หรือทิปรีพอร์ตในปีนี้ขึ้นไปอยู่ใน Tier 2 Watch List ซึ่งดีขึ้นจากเดิม ขณะที่การประสานงานและความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสหภาพยุโรปเพื่อแก้ไขปัญหาไอยูยู ส่งผลให้สหภาพยุโรปยังคงสถานะใบเหลืองของไทยโดยไม่ลดระดับลง

กระทรวงการต่างประเทศยังมีส่วนในการส่งเสริมการค้า การลงทุน และเสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ภายใต้การดำเนินนโยบายการทูตเศรษฐกิจเพื่อผลักดันนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งเรื่องการขยายตลาดสินค้าเกษตร การส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงด้านพลังงาน และความมั่นคงด้านอาหาร การเผยแพร่ข้อมูลผ่าน “ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์” ที่ www.ThaiBiz.net และโครงการ MFA CEO Forum ซึ่งเป็นกิจกรรมสร้างเครือข่ายระหว่างภาคเอกชนไทยกับต่างประเทศเพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุน การดำเนินนโยบายการทูตวิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมกับต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศยังมุ่งคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์ของคนไทยในต่างประเทศ ให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ตกทุกข์ได้ยากในต่างประเทศในทุกกรณี โดยสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยทั่วโลกทำหน้าที่เป็นศูนย์ดำรงธรรมที่รับเรื่องร้องเรียนหรือเรื่องร้องขอความเป็นธรรมจากคนไทยในต่างประเทศ ทั้งยังพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพการให้บริการด้านกงสุลอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง โดยเพิ่มบริการใหม่ๆ ให้สะดวกรวดเร็ว นำเทคโนโลยีมาใช้และอธิบายเนื้อหาให้เข้าใจได้ง่าย

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของการดำเนินนโยบายต่างประเทศและการบริหารประเทศภายใต้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ปีนี้สถาบันจัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน หรือไอเอ็มดี ที่สวิตเซอร์แลนด์ ยังปรับอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยมาอยู่ที่ลำดับ 28 ซึ่งสูงขึ้นถึง 2 อันดับจากปีก่อน และเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่มีอันดับดีขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นประสิทธิภาพของภาครัฐที่ถูกปรับอันดับให้ดีขึ้นถึง 4 อันดับ ซึ่งสะท้อนว่ามาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลดำเนินการมาได้รับการยอมรับในสายตาประชาคมโลก