หน้าแรก ต่างประเทศ ‘สุริยะ’ ประช...

‘สุริยะ’ ประชุมความร่วมมือระดับสูงไทย-กวางตุ้ง เดินหน้าความร่วมมือ 6 สาขา

25.08.21 | 19:26 น.
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

‘สุริยะ’ ประชุมความร่วมมือระดับสูงไทย-กวางตุ้ง เดินหน้าความร่วมมือ 6 สาขา

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม กระทรวงการต่างประเทศได้จัดงานแถลงข่าวผลการประชุมความร่วมมือระดับสูงไทย-มณฑลกวางตุ้ง ครั้งที่ 1 ที่กระทรวงการต่างประเทศ และทำการถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กของกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ดร. คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก (สกพอ.) นายวีรชัย มั่นสินธร ประธานสถาบันความร่วมมืออุตสาหกรรมไทย-จีน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนางสาว อาจารี ศรีรัตนบัลล์ อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมแถลงข่าว และนายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินรายการ

นายสุริยะกล่าวว่า ตนได้เป็นประธานการประชุมร่วมกับนายหม่า ซิง ลุ่ย ผู้ว่าการมณฑลกวางตุ้ง โดยมีเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปักกิ่ง เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก กงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว รวมถึงผู้แทนของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและหน่วยงานด้านเศรษฐกิจของไทยเข้าร่วมด้วย

นายสุริยะกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาไทยและกวางตุ้งมีการจัดการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสแล้ว 5 ครั้งตั้งแต่ปี 2552 และ2562 ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าควรยกระดับกลไกการประชุมจากระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสเป็นระดับรัฐมนตรี เพื่อเพิ่มพลวัตให้ความสัมพันธ์หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านระหว่างไทยกับจีนและส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและความเชื่อมโยงระหว่างไทยกับมณฑลกวางตุ้งซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของจีน รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : อีอีซี) ของไทยกับเขตอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Guangdong -Hongkong-Macao Greater Bay Area : จีบีเอ) ที่จีนตั้งเป้าหมายให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่ล้ำสมัย ในการประชุมครั้งแรกนี้ทางกวางตุ้งเป็นเจ้าภาพและได้เสนอหัวข้อหลักของการประชุมว่าการสร้างความเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นระหว่างจีบีเอและอีอีซีเพื่ออนาคต ในการประชุมทั้งสองฝ่ายได้ทำการหารือกำหนดนโยบายและทิศทางความร่วมมือระหว่างไทยและมณฑลกวางตุ้งในระยะต่อไปและส่งเสริมความเชื่อมโยงเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกันเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของทั้งสองฝ่ายจากผลกระทบของโควิด-19

รัฐมนตรีอุตสาหกรรมกล่าวว่า ตนได้เสนอต่อที่ประชุมผลักดันนโยบาย 4 เชื่อมเพื่อขับเคลื่อนให้ทั้งสองฝ่ายมีความร่วมมือที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ได้แก่ 1.การเชื่อมโยงเชิงนโยบาย เช่น ระหว่างยุทธศาสตร์การพัฒนาของสองประเทศ ได้แก่ นโยบายประเทศไทย 4.0 และนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy Model) กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 14 พ.ศ.2564-2569 ของจีน และนโยบายการพัฒนาของมณฑลกวางตุ้ง 2.การเชื่อมโยงทางกายภาพ ทางโครงสร้างพื้นฐาน 3.การเชื่อมโยงด้านกฎระเบียบเพื่อลดอุปสรรคทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน โดยเฉพาะอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี และ 4.การเชื่อมโยงระหว่างประชาชนซึ่งภาครัฐต้องสร้างเงื่อนไขให้เกิดการแลกเปลี่ยนและลดอุปสรรคในการไปมาหาสู่กัน

นายสุริยะกล่าวว่า นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการติดตามผล 4 ช่องทางระหว่างกัน ได้แก่สำนักงานอีอีซีกับสำนักงานจีบีเอของกวางตุ้ง 2.สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกับสภาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศประจำมณฑลกวางตุ้ง (ซีซีพีไอที) 3.คู่เมืองพี่เมืองน้องของทั้งสองฝ่าย 4.สถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจวกับสำนักงานการต่างประเทศ ณ มณฑลกวางตุ้ง

Advertisement

นายสุริยะยังได้เสนอประเด็นเรื่องด่วนที่ทั้ง 2 ฝ่ายควรเร่งรัดส่งเสริมความร่วมมือได้แก่ 1.การสร้างความเชื่อมโยงของห่วงโซ่การผลิตในสาขาอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยานยนต์พลังงานใหม่ ยานยนต์อัจฉริยะ ปัญญาประดิษฐ์ เกษตรสมัยใหม่ พลังงานสะอาดและพลังงานทางเลือก 2.การพัฒนาศักยภาพและเครือข่ายของผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ 3.การพัฒนาสมาร์ทซิตี้และ5จี โดยขอให้ทั้งสองฝ่ายมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการหารือให้เป็นรูปธรรม

ทั้งสองฝ่ายได้รับรองเอกสารผลลัพธ์การประชุมซึ่งได้ระบุถึงความร่วมมือ 6 สาขาที่ทั้งสองฝ่ายจะเร่งดำเนินการได้แก่ 1.อุตสาหกรรมสมัยใหม่ 2.เศรษฐกิจการค้าและการลงทุน 3.การเกษตร 4.วัฒนธรรม การท่องเที่ยวและการดูแลสุขภาพ 5.การแลกเปลี่ยนฉันท์มิตรระหว่างท้องถิ่น 6.ความร่วมมือด้านอื่นๆ อาทิ พลังงานสะอาด วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นวัตกรรม รวมถึงการเงินและตลาดทุน โดยจะมีการจัดการประชุมเป็นประจำในระยะ 2 ปีและในครั้งต่อไปไทยจะเป็นเจ้าภาพ

ด้านดร.คณิศกล่าวว่า ครั้งนี้ถือเป็นการประชุมครั้งแรกตั้งแต่มีการทำเอ็มโอยูยกระดับขึ้นมาเมื่อ 2 ปีก่อน คิดว่าไทยมาถูกทางแล้ว เพราะการประชุมระดับสูงเช่นนี้ให้ผลงานที่ชัดเจน สำหรับเรื่องอีอีซี เราได้พูดถึงความสำคัญ 2-3 เรื่อง ได้แก่ 1.ความเชื่อมโยงทางพื้นที่ระหว่างอีอีซีกับจีบีเอ ว่าสามารถเดินทางได้ทั้งทางบก ทางรางและทางอากาศ และชี้ให้จีนเห็นว่าไทยเป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญโดยเฉพาะจากอ่าวไทยไปอันดามันซึ่งไทยจะทำแนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) ที่มีความเชื่อมโยงทางโครงสร้างพื้นฐานกับยุทธศาสตร์หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) ของจีน 2.จีบีเอเสนอเรื่องการพัฒนาทางการแพทย์และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ มีระบบsingle dataในเมืองใหญ่เกือบทั้งหมด ซึ่งไทยควรเรียนรู้และนำมาปรับใช้

ดร.คณิศกล่าวอีกว่า ขณะนี้อีอีซีก็กำลังจะทำเมืองเช่นนี้ จึงได้เสนอไปว่าไทยสนใจจะร่วมมือโครงการ 5 ประเภทนี้ ได้แก่ ยานยนต์อัจฉริยะ ดิจิทัล5จี อุตสาหกรรมสุขภาพ เมืองอัจฉริยะ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับบีซีจี นอกจากนี้รัฐมนตรีสุริยะยังกล่าวว่ามีประเด็นเร่งด่วนคือให้ดูเรื่องห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) การแพทย์ ปัญญาประดิษฐ์ เกษตรสมัยใหม่และทำงานให้มีแผนรองรับชัดเจน 2.รีบทำเครือข่ายเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ 3.เรื่อง5จีกับเมืองอัจฉริยะ และต้องมีแผนเชื่อมโยงกับทางอุตสาหกรรมโดยเร็ว และสุดท้ายต้องตั้งทีมเพื่อทำเรื่องนี้ต่อโดยไม่ต้องรอให้ถึงการประชุมครั้งหน้า