ผลวิจัยชี้ สายพันธุ์เดลต้าทำเสี่ยงเข้ารพ.มากกว่าอัลฟ่า 2 เท่า
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม คณะนักวิจัยในอังกฤษได้เผยแพร่ผลการศึกษาบนวารสารการแพทย์แลนเซ็ทระบุว่า เชื้อโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าทำให้ความเสี่ยงที่จะป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น 2 เท่า เมื่อเทียบกับสายพันธุ์อัลฟ่า
จากการศึกษาเปรียบเทียบเชื้อโควิดทั้ง 2 สายพันธุ์ในผู้ป่วยจำนวน 43,000 รายพบว่า 3 ใน 4 ของผู้ป่วยยังไม่ได้ฉีดวัคซีนเลย อีก 24%ของผู้ป่วยได้รับวัคซีนแล้วแต่ยังไม่ครบโดสและมีเพียง 1.8% เท่านั้นที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วแต่ยังติดเชื้อ
นางแอนน์ พรีซานิส ผู้ร่วมทำการศึกษาซึ่งเป็นนักสถิติอาวุโสของหน่วยเอ็มอาร์ซีไบโอสตาทิสติกส์ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์กล่าวว่า “ในเบื้องต้นผลของการศึกษานี้ได้บอกเราเกี่ยวกับความเสี่ยงในความจำเป็นที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของผู้ที่ไม่ฉีดวัคซีนและผู้ที่ฉีดวัคซีนบางส่วน”
ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยโควิดจำนวน 43,338 คนในอังกฤษตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม – 23 พฤษภาคมของปีนี้ ซึ่งรวมถึงข้อมูลสถานการณ์ฉีดวัคซีน การรักษาพยาบาล การเข้าโรงพยาบาลและข้อมูลผู้ป่วยอื่นๆ โดยตัวอย่างไวรัสทั้งหมดได้รับการจัดลำดับจีโนม ซึ่งเป็นวิธีที่แน่นอนที่สุดในการยืนยันว่าเชื้อสายพันธุ์ใดทำให้เกิดการติดเชื้อ
ในการศึกษานี้มีผู้ป่วยถูกระบุว่าติดเชื้อสายพันธุ์อัลฟ่าเกือบ 80% ส่วนที่เหลือเป็นสายพันธุ์เดลต้า และราว 1 ใน 50 ของผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลภายใน 14 วันนับตั้งแต่ตรวจพบว่าติดเชื้อ
หลังจากพิจารณาปัจจัยต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อการเจ็บป่วยที่รุนแรง เช่น อายุ เชื้อชาติ และสถานะการฉีดวัคซีน นักวิจัยพบว่าความเสี่ยงในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อติดเชื้อสายพันธุ์เดลต้า

