ดอน ปรมัตถ์วินัย กับภาพแห่งความทรงจำ เรื่องเล่าสัมพันธ์ไทย-จีน

ดอน ปรมัตถ์วินัย
กับภาพแห่งความทรงจำ
เรื่องเล่าสัมพันธ์ไทย-จีน

///

หมายเหตุ “มติชน” – ใกล้ถึงวันที่ 1 ตุลาคม ที่ถือเป็นวันชาติจีน จึงถือโอกาสคุยกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ดอน ปรมัตถ์วินัย ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะผู้แทนไทยในวันที่เดินทางไปเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตใหม่กับจีน ที่ถูกบันทึกไว้ในภาพประวัติศาสตร์เมื่อปี 2518 และยังเป็นอดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศจีน ซึ่งยังคงรับหน้าที่สำคัญในการดูแลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยมาจนถึงปัจจุบัน

///

ดอน ปรมัตถ์วินัย

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปเปิดความสัมพันธ์กับจีนที่ศาลามหาประชาคมก่อนมีงานเลี้ยงโดย นายเติ้ง เสี่ยว ผิง เป็นเจ้าภาพเพื่อเฉลิมฉลองการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันอีกครั้งหนึ่งในปี 2518 ปีนั้นเป็นปีที่มีความสำคัญในด้านการต่างประเทศอย่างน้อย 2 เรื่องที่เรารับรู้กัน นอกเหนือจากเปิดสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน ก็เป็นปีเดียวกับที่สงครามเวียดนามยุติ สหรัฐได้ถอนทหารออกไป

ภาพนี้เป็นภาพประวัติศาสตร์ ผู้ใหญ่ฝั่งไทยนอกจากม.ร.ว.คึกฤทธิ์แล้วยังมี พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัณ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา เป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นต้น หัวหน้ากองในตอนนั้นคือคุณเตช บุนนาค ส่วนผมเป็นเลขานุการโท และเป็นนักการทูตที่เด็กที่สุดที่ไปทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการของคณะ

ผมต้องไปเตรียมการเป็นคณะล่วงหน้ากับท่านอธิบดีกรมพิธีการทูตและเจ้าหน้าที่จากกรมเอเชียตะวันออก เราไปกัน 4 เมืองคือปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กวางโจว และคุนหมิง แต่การไปครั้งนั้นถือเป็นการไปจีนครั้งที่ 2 เพราะก่อนหน้านั้นหลายเดือน ผมเพิ่งไปแวะเปลี่ยนเครื่องที่ปักกิ่งเพื่อไปยังกรุงเปียงยางของเกาหลีเหนือร่วมกับคณะนักกีฬาแบดมินตันทีมชาติ สมัยนั้นการไปปักกิ่งมีวิธีเดียวคือต้องไปฮ่องกง จากนั้นก็นั่งรถไฟไปกวางโจวแล้วต่อเครื่องบินไปปักกิ่ง

การเดินทางไปจีนของม.ร.ว.คึกฤทธิ์เป็นการเปิดศักราชใหม่ของความสัมพันธ์ไทย-จีน เอกอัครราชทูตไทยคนแรกหลังเปิดความสัมพันธ์คือ ม.ร.ว.เกษมสโมสร เกษมศรี ซึ่งมีความหมายมาก เพราะคนที่ถือเป็นคนเก่งของกระทรวงยุคนั้นนอกจากคุณอานันท์ก็คือม.ร.ว.เกษมสโมสร จึงถือเป็นการวางรากฐานของความสัมพันธ์ที่ดี ส่วนเอกอัครราชทูตจีนประจำไทยคนแรกคือ นายไฉเจ๋อหมิน ก็เป็นผู้อาวุโสมาก เคยเป็นทูตมาแล้วหลายประเทศ หลังจากไทยท่านก็ไปเป็นเอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐอเมริกา

ครั้งแรกสถานเอกอัครราชทูตจีนในไทยเช่าอาคารแถวถ.วิสุทธิกษัตริย์ ขณะที่รัฐบาลจีนได้จัดสรรที่ถ.กวางหวา ให้ใช้เป็นที่ตั้งทำเนียบและที่ทำการของสถานเอกอัครราชทูต จนระยะหลังมีการเปลี่ยนแปลงเป็นที่ทำการสถานทูตอยู่ตรงข้ามกับทำเนียบเอกอัครราชทูตบนถนนเส้นเดียวกัน ซึ่งอยู่ในจุดที่มีความสำคัญ ไม่ห่างจากกระทรวงการต่างประเทศจีนในแง่การติดต่องาน และไม่ห่างจากจงหนานไห่ สำนักนายกรัฐมนตรีจีน พระราชวังโบราณและจตุรัสเทียนอันเหมิน คืออยู่ในจุดที่ดีที่สุดและถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ ใกล้กันก็มีสถานทูตสหรัฐ อังกฤษ เวียดนาม โรมาเนีย โปแลนด์ และญี่ปุ่น เป็นต้น

ภาพจาก https://thaiembbeij.org

เมื่อปี 2543 ที่สมเด็จพระพันปีหลวงเสด็จเยือนจีน ผมได้เห็นสถานทูตของเราที่นั่นก็รู้สึกว่าทรุดโทรมไปเยอะ จากนั้นตอนผมไปเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศจีนก็มอบหมายให้อัครราชทูตรับหน้าที่จัดหาสถานที่ใหม่ แต่เรื่องนี้ใช้เวลานานมาก ถือว่าเราได้โชคช่วยไม่อย่างนั้นก็คงต้องออกไปอยู่ในจุดที่ไกลออกไป เพราะจุดที่สถานทูตไทยตั้งอยู่เป็นที่ทอง ปลอดภัย สงบ และเดินทางสะดวก

ช่วงที่ประจำการอยู่ที่จีนในปี 2544-2547  เป็นช่วงที่ทำให้มีโอกาสรู้จักเมืองจีนอย่างกว้างใหญ่ไพศาล ผมได้ไปเริ่มต้นหลายเรื่องและทำอีก 2-3 อย่างในมุมอาเซียน เรื่องแรกคือได้ไปตั้งการรวมตัวของทูตอาเซียนให้มีขึ้นเป็นประจำ เชิญผู้ใหญ่จีนมาคุยกับพวกเราทุกเดือน โดยประเทศอาเซียนจะผลัดกันเป็นเจ้าภาพ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในการเชิญ นายเหวิน เจีย เป่า นายกรัฐมนตรีจีนเดินทางเยือนไทยเพื่อประชุมร่วมกับผู้นำอาเซียนเรื่องการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง(โรคซาร์ส) ในปี 2546

ผมได้หยิบยกการเชิญดังกล่าวขึ้นมาคุยกับผู้ใหญ่ฝ่ายจีนที่มาคุยกับทูตอาเซียนว่า หากท่านเหวิน เจีย เป่า ไปร่วมประชุมกับผู้นำอาเซียน ก็จะเป็นโอกาสดีที่โลกจะได้รับรู้ว่าจีนดูแลเรื่องโรคซาร์สในประเทศอย่างไร นั่นเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งแรกหลังจากที่ท่านขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจีนคนใหม่ ทั้งที่ปกติการเยือนของผู้นำจีนจะต้องมีการเตรียมการล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี

เรื่องนี้เป็นการสอนเรื่องการต่างประเทศให้ผมว่าถ้าเราคิดอะไรแล้วมันมีเหตุมีผล อย่าปากหนัก อีกครั้งที่ผมนำวิธีนี้ไปใช้ก็ตอนที่เป็นเอกอัครราชทูตอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ และทำให้ คุณชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี ได้ไปพูดตอนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งที่ดาวอส ซึ่งตอนนั้นเขามีผู้บรรยายหลักอยู่แล้วคือ เฮลมุท โคห์ล อดีตนายกรัฐมนตรีเยอรมนี การทูตมีหลายทาง เราต้องคิดถึงทางออกและทางเลือกตลอดเวลาในการหารือ

ประการต่อมาแทนที่เราจะออกไปมณฑลอื่นของจีนเพียงลำพัง เราจะเชิญทูตอาเซียนให้เดินทางไปร่วมกันหลายประเทศ ทำให้เพื่อนอาเซียนเห็นช่องทางที่จะไปรู้จักมณฑลอื่นๆ ของจีนเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้รับก็พร้อมจะเจอทูตอาเซียนหลายคนพร้อมกันมากกว่าจะเจอเดี่ยวๆ

ช่วงที่ประจำการอยู่ในจีน การทำงานสนุกและมีความหมาย ได้เรียนรู้และรู้จักจีนว่าเขาทำงานกันอย่างไร และการพัฒนาประเทศของจีนเป็นอย่างไร เป็นที่รับรู้กันอยู่ว่าจีนเป็นอารยธรรมโบราณ ผ่านร้อนผ่านหนาวและการต่อสู้มามาก และต้องฟันฝ่าเป็นเอกราชจากการยึดครองโดยโลกตะวันตก มีการต่อสู้กันภายในจนมาถึงจุดที่เปิดตัวเองได้ว่ามีเพื่อนอยู่รอบโลก

คนส่วนใหญ่คิดว่าของจีนไม่มีคุณภาพ ความจริงสินค้าจีนมีหลากหลายคุณภาพ เพราะเขาเป็นโรงงานที่มีการทำวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ (ODM) ที่ทำของไปขายในตะวันตก จีนเป็นประเทศที่มีวัตถุดิบทุกอย่างบนโลก เพราะเขามีทั้งเขตร้อนและเขตหนาว มีฝีมือดีแต่มีประเด็นเรื่องดีไซน์ในการออกแบบเท่านั้น ซึ่งต่อมาเขาก็ไปจ้างดีไซน์เนอร์จากต่างประเทศเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเขา

จีนผลิตของตั้งแต่ที่อยู่ในระดับธรรมดา อย่างของชิ้นละ 20 บาทที่เห็นในไทย เขาผลิตเพื่อให้คนทั่วไปในสังคมซื้อหามาใช้ได้ แต่คนที่ซื้อจะคิดว่านี่คือมาตรฐานสินค้าจีนซึ่งมันไม่ใช่ เพราะแต่ของดีมีคุณภาพจีนก็มีเช่นกัน เขาพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปด้วยเหมือนที่ญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศก็ทำกัน ไม่ใช่ว่าก็อปปี้อย่างเดียว
ที่น่าทึ่งคือเวลาเขาผลิตสินค้า เขาพัฒนาสินค้าไปได้เร็วมากและราคาถูกกว่า ของที่เคยคิดว่าจะขายได้ผ่านไปแค่ 2-3 ปีก็ขายในจีนไม่ได้แล้ว นอกจากนี้จีนยังใช้วิธีไปลงทุนในต่างประเทศอย่างสหรัฐ เพื่อทำแบรนด์สินค้าโดยใช้มาตรฐานของประเทศที่เขาเข้าไปลงทุนได้เลย

การที่จีนพัฒนาได้เพราะเขามีวิธีจัดการกับเรื่องต่างๆ คนของเขาปราดเปรื่องและไม่หยุดนิ่ง หามุมมองใหม่ๆ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายและเจตนารมย์ของเขา ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี จึงไม่แปลกใจที่ทำไมจีนถึงพัฒนาไปได้ขนาดนี้ และเข้าใจที่ของจากจีนขายได้มาก เพราะทุกประเทศกลายเป็นช่องทางระบายสินค้าของจีนได้ทั้งหมด เขาทำให้สินค้าทุกอย่างมีราคาที่สามารถจับต้องได้ อย่างรถพลังงานไฟฟ้า (อีวี) จีนก็พัฒนาไปได้ไกลมาก

๐ในฐานะคนหนึ่งที่เห็นจีนตั้งแต่วันเริ่มต้นฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันจนมาถึงปัจจุบัน มองการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในจีนอย่างไร

ผมโตมาในเมืองตะวันตกแต่ได้ประสบการณ์ในโลกตะวันออก ทำให้เห็นมุมเปรียบเทียบเยอะ จีนวันแรกที่เห็นกับวันนี้มันคนละเรื่องกัน ไม่เคยเห็นปรากฎการณ์อย่างนี้และคงไม่ได้เห็นอีกแล้วที่ประเทศไหนจะเปลี่ยนแปลงได้มหาศาลขนาดนี้ในเวลาไม่ถึง 40 ปี จากปีที่ไปลงนามฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันมาถึงวันนี้ จีนขึ้นมาเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ไม่มีประเทศไหนที่สามารถทำได้อีกแล้ว

ความกระตือรือร้นเป็นลักษณะนิสัยประจำชาติ สามารถทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้ไปถึงเป้าหมายของเขา ซึ่งมาจากการบ่มเพาะปลูกฝัง แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในจีนเป็นเรื่องมหัศจรรย์ แต่ผมไม่ได้มองในแง่วัตถุเพียงอย่างเดียว เราอยากจะเห็นว่าในความพยายามและการพัฒนาเรื่องราวต่างๆ มันมีสิ่งที่พร้อมจะแบ่งปันกับคนทั่วโลกได้ด้วย เป็นการอยู่ร่วมกันด้วยสันติสุข นำพาอนาคตของทุกคนให้เดินต่อไปตามเป้าหมายร่วมกันของคนทุกคนก็คือมีความสุข แม้ความสุขจะมีการตีความตามวิธีคิดของแต่ละคน แต่สุดท้ายคือไม่มีความทุกข์ ไม่เดือดร้อน สมหวังในสิ่งต่างๆ สุขภาพกายใจสมบูรณ์ไม่ป่วยไข้ ซึ่งก็คือความสุขอย่างหนึ่งทั้งนั้น

๐มองอย่างไรกับความตึงเครียดระหว่างชาติมหาอำนาจที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

สิ่งที่เราต้องการในฐานะประเทศเล็กๆ อย่างไทย คือการเป็นเพื่อนบ้านกับทุกประเทศอย่างที่เราเป็นมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เราอยากเห็นทุกประเทศจับมือกัน ร่วมมือกันอย่างสร้างสรรค์ ไม่ปะทะหรือประจันหน้ากัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ที่ดีที่สุดสำหรับโลกและสำหรับอนาคต เชื่อว่าทุกคนอยากเห็นประเทศใหญ่อย่างจีน-สหรัฐหันหน้ามาจรรโลงโลกร่วมกัน ผนึกกำลังกันรับมือกับภัยคุกคามต่างๆ อย่างภัยธรรมชาติ หรือปัญหาอื่นที่สร้างผลกระทบรุนแรงต่อโลก ผนึกกำลังกันรับมือเพื่อให้เห็นทางออกที่ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับโลกนี้ ไม่ใช่ความตึงเครียดที่เกิดขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำประเทศต่างๆได้รับความบอบช้ำ และเราต้องหาทางฟื้นฟูร่วมกัน แต่จะเป็นไปได้ยากหรือทำไม่ได้หากสภาพบนโลกเต็มไปด้วยความขัดแย้งและเป็นปรปักษ์ต่อกัน หรือมีความขัดแย้งระหว่างประเทศใหญ่ การส่งเสริมให้หันหน้าเข้าหากัน มีความรู้สึกที่ดีต่อกันจะทำให้สิ่งที่เป็นภัยต่อโลก ได้รับการดูแลและจัดการโดยผู้ที่มีความสามารถที่จะจัดการกับเรื่องเหล่านี้ได้

หวังว่าผู้นำประเทศต่างๆ จะตระหนักว่าอนาคตของชาติอยู่ที่อนาคตของประชาชน ผู้นำประเทศต้องเข้าใจว่าเราต้องมีการผสมผสานระหว่าง Hard Power กับ Soft Power ไม่ต้องเอาชนะคะคาน แต่มุ่งเน้นความสงบสุข เพราะถ้าลงมือกันเมื่อไหร่ทุกอย่างก็พังทลาย

 

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘วินิซิอุส-เบนเซม่า’ ช่วยกันรัวพา ‘ชุดขาว’ บุกชนะ ‘บาเลนเซีย’ 2-1 ผงาดจ่าฝูง
บทความถัดไปหน้า 1 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ.2564