สถานทูตสหรัฐฯ และแขกผู้มีเกียรติร่วมฉลองการเริ่มก่อสร้างอาคารแห่งใหม่

ซ้ายไปขวา: นายไบรอัน เคลลี่ บริษัท BL Harbert International, นายวิชชุ เวชชาชีวะ อธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ, นายไมเคิล ฮีธ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย, นางมาศวัลย์ ปิ่นสุวรรณ ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน และนางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตปทุมวัน

สถานทูตสหรัฐฯ และแขกผู้มีเกียรติร่วมฉลองการเริ่มก่อสร้างอาคารแห่งใหม่

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ไมเคิล ฮีธ และนายวิชชุ เวชชาชีวะ อธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติหลายท่าน ร่วมพิธีเปิดหน้าดินโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่ของสถานทูตสหรัฐฯ อันเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และไทย ซึ่งมีรากฐานอยู่ในประวัติศาสตร์และมุ่งก้าวสู่อนาคต

อุปทูตฮีธ กล่าวว่า “ในปี 2560 เป็นโอกาสครบรอบ 200 ปีแห่งมิตรภาพระหว่างเราทั้งสองชาติ ในปี 2563 เราเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 70 ปีของการก่อตั้งสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ ในเชียงใหม่ และได้มีพิธีเปิดหน้าดินสถานกงสุลหลังใหม่ไปแล้ว วันนี้ ผมภูมิใจที่ได้เปิดหน้าดินร่วมกับทุกท่านในพื้นที่ซึ่งเป็นตัวอย่างล่าสุดของความทุ่มเทเพื่ออนาคตที่เรามีร่วมกับไทย”

อธิบดีวิชชุ กล่าวว่า “อาคารสำนักงานสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ทุกแห่งในประเทศไทย มิได้เป็นเพียงแค่อิฐและปูน แต่ประกอบขึ้นด้วยมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เป็นสัญลักษณ์สะท้อนความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการเดินหน้าร่วมกับประเทศไทยในทุกสถานการณ์ บนพื้นฐานของค่านิยมและผลประโยชน์ร่วมกัน อาคารใหม่แห่งนี้จะเป็นสัญลักษณ์และช่วยผลักดันเป้าหมายและความพยายามร่วมกันในอนาคตระหว่างไทยกับสหรัฐฯ”

รูปแบบอาคารและภูมิทัศน์สะท้อนมรดกทางวัฒนธรรมของไทย โดยมีการใช้โครงสร้างคล้ายชานเพื่อสร้างพื้นที่พบปะที่มีร่มเงา ตลอดจนมีลักษณะการออกแบบสไตล์ล้านนา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมไทยเดิมของภาคเหนือ

โครงการก่อสร้างอาคารที่ทันสมัยนี้ยังตั้งเป้าที่จะได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมระดับ Silver ภายใต้มาตรฐาน Leadership in Energy and Environmental Design (LEED) และผสมผสานองค์ประกอบด้านการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ ระบบการบริหารจัดการน้ำฝนบนพื้นผิวและหลังคา และระบบปรับอากาศแบบแลกเปลี่ยนพลังงาน คุณลักษณะการออกแบบและเทคโนโลยีการก่อสร้างเหล่านี้จะลดการใช้พลังงานสิ้นเปลืองและแบ่งเบาภาระการใช้สาธารณูปโภคของกรุงเทพฯ ได้ ทั้งนี้ การก่อสร้างอาคารคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2568

เพื่อเป็นการยกย่องประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ และอนุรักษ์พรรณไม้อันน่ารื่นรมย์โดยรอบพื้นที่ อาคารใหม่นี้จะมีพื้นที่สีเขียวที่แสดงถึงความงามตามธรรมชาติของไทย อีกทั้งยังลดปรากฏการณ์เกาะความร้อน (heat-island effect) ที่เป็นผลจากการพัฒนาเมืองอีกด้วย การบูรณะศาลาที่มีความสำคัญ 2 หลังจะช่วยให้มีพื้นที่พบปะกันนอกอาคารมากขึ้น อีกทั้งยังแสดงความเคารพต่อประวัติศาสตร์ที่ไทยและสหรัฐฯ มีร่วมกัน

อาคารหลังใหม่ซึ่งจะตั้งอยู่บนพื้นที่เดิมของสถานทูตสหรัฐฯ ในปัจจุบัน จะเป็นศูนย์รวมการปฏิบัติงานของสถานทูต ตลอดจนพัฒนาพื้นที่สำหรับภารกิจทางการทูตและบริการด้านกงสุลให้ทันสมัย อีกทั้งยังเสริมสร้างรากฐานความร่วมมือและการประสานงานระหว่างเราทั้งสองชาติให้มั่นคงต่อไป

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้จุรินทร์ ควง ‘ธีระ สลักเพชร’ ลุย ‘ตราด’ แก้ปัญหาศก.ภาคตะวันออก นำรุก ‘ทั้งผลไม้-ด่านชายแดน’
บทความถัดไป‘บิ๊กป้อม’ ลงพื้นที่สระแก้ว ย้ำทุกหน่วยลุยแผนแก้น้ำท่วม-แล้งระยะยาว ฟื้นศก. ช่วยปชช.