คอลัมน์ People In Focus : ฟรานเซส เฮาเกน อดีตพนักงานผู้ท้าชนเฟซบุ๊ก
ฟรานเซส เฮาเกน อดีตผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ของเฟซบุ๊ก วัย 37 ปี เวลานี้โด่งดังระดับโลกในฐานะ “วิสเซิลโบลเวอร์” ที่กล้าท้าชนบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง “เฟซบุ๊ก” ด้วยการออกมาแฉว่าบริษัทสื่อสังคมออนไลน์ยักษ์ใหญ่ปล่อยปละละเลยปัญหาสังคมที่เกิดขึ้น และเลือกที่จะเอาผลประโยชน์ของบริษัทเป็นที่ตั้ง
หลังจากเผยแพร่เอกสารภายในหรือ “เฟซบุ๊กเปเปอร์” หลายพันหน้าผ่านสื่อ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการดังอย่าง ’60 Minute ให้ข้อมูลกับคณะอนุกรรมาธิการวุฒิสภาสหรัฐแล้ว เวลาเฮาเกนนี้กำลังเดินสายให้ข้อมูลกับภาครัฐในหลายๆประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคยุโรปที่ต้องการออกกฎหมายเพื่อกำกับดูแลสื่อสังคมออนไลน์ที่กำลังสร้างปัญหาในหลายๆแง่มุม
เฮาเกน เกิดและเติบโตในรัฐไอโอวา จบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ ก่อนจะจบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด
หลังเรียนจบ เฮาเกน ได้เข้าทำงานกับบริษัทไอทียักษ์ใหญ่หลายบริษัทในจำนวนนั้นรวมไปถึง “กูเกิล”, “พินเทอร์เรสต์” และ “เยลป์” นอกจากนั้นแล้วขณะที่กำลังเรียนปริญญาโท เฮาเกน ร่วมก่อตั้งแอพพลิเคชั่นหาคู่ที่เรียกกว่า “ซีเคร็ท เอเจนต์ คิวปิด” ซึ่งต่อมาพัฒนามาเป็นแอพพลิเคชั่น “ฮินจ์” แอพพ์หาคู่ชื่อดังที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในเวลานี้ด้วย
เฮาเกน เล่าว่าเธอได้รับแรงบันดาลใจที่จะจัดการกับข้อมูลเท็จที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ตั้งแต่ปี 2014 หลังจากมีคนใกล้ชิดหมกมุ่นอยู่กับทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับ “แนวคิดคลั่งคนขาว” ในโลกออนไลน์
นั่นจึงทำให้เฮาเกน ตัดสินใจร่วมงานกับ “เฟซบุ๊ก” ในปี 2018 และยืนยันที่จะทำงานที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนประชาธิปไตยและจัดการกับข้อมูลเท็จในโลกออนไลน์
ปี 2019 เฮาเกน ได้รับมอบหมายให้ร่วมทีมตรวจจับการแทรกแซงการเลือกตั้งทั่วโลกตามที่ตั้งใจ อย่างไรก็ตาม ทีมก็ถูกยุบลงไม่นานหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาสิ้นสุดลงในปี 2020
เฮาเกน ระบุว่า เธอหมดศรัทธากับเฟซบุ๊กนับแต่นั้นและเริ่มเห็นผลประโยชน์ทับซ้อนที่เฟซบุ๊กต้องเลือกระหว่าง “สิ่งที่ดีสำหรับสังคม” กับ “สิ่งที่ดีสำหรับเฟซบุ๊ก และเฟซบุ๊กก็เลือกทำในสิ่งที่ดีกับบริษัทเช่นการกอบโกยเงิน
เฮาเกน ระบุในการไต่สวนกับอนุกรรมการวุฒิสภาสหรัฐว่า เฟซบุ๊กกำลัง “ล้มละลายทางศีลธรรม” ติดอยู่ในวังวนที่หาทางออกไม่ได้ และระบุว่า ผลิตภัณฑ์ของเฟซบุ๊กนั้น เป็นอันตรายกับเด็ก ปลุกปั่นให้คนแตกแยก และทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอลง
จากนี้การเคลื่อนไหวของเฮาเกน จะส่งผลอย่างไรกับเฟซบุ๊กต่อไปในอนาคต จะกระตุ้นให้เกิดกฎหมายเพื่อกำกับดูแลสื่อสังคมออนไลน์ได้หรือไม่ คงต้องติดตาม

