ทั่วโลกยกระดับป้องกันโควิดโอไมครอน หลังพบผู้ติดเชื้อกระจาย 17 ประเทศทั่วโลก

แฟ้มภาพ เอเอฟพี

ทั่วโลกยกระดับป้องกันโควิดโอไมครอน หลังพบผู้ติดเชื้อกระจาย 17 ประเทศทั่วโลก

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ขณะนี้ทั่วโลกเริ่มใช้มาตรการจำกัดการเดินทางที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 เชื้อกลายพันธุ์โอไมครอน ที่พบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ แต่ล่าสุดได้ระบาดไปกว่า 17 ประเทศทั่วโลกแล้ว โดยอิสราเอลและญี่ปุ่นเป็นสองชาติแรกที่ประกาศห้ามชาวต่างชาติเข้าประเทศแล้ว

อิสราเอลประกาศแบนชาวต่างชาติตั้งแต่เที่ยงคืนของวันที่ 28 พฤศจิกายน เป็นเวลา 14 วัน

ญี่ปุ่นประกาศมาตรการห้ามชาวต่างชาติเดินทางเข้าญี่ปุ่นตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายนเป็นต้นไป ยกเว้นผู้มีถิ่นพนักในญี่ปุ่นและคนสัญชาติญี่ปุ่น

ออสเตรเลียเตรียมทบทวนแผนเปิดพรมแดนรับแรงงานและนักเรียนต่างชาติที่จะมีขึ้นในวันที่ 1 ธันวาคม หลังจากพบผู้ติดเชื้อโอไมครอน 1 ราย

โมร็อกโกระบุว่า จะแบนเที่ยวบินขาเข้าระหว่างประเทศทั้งหมดเป็นเวลา 2 สัปดาห์ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน

อินเดียเริ่มใช้มาตรการตรวจหาเชื้อโควิดที่สนามบินตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมเป็นต้นไป เฉพาะผู้ที่เดินทางมาจากประเทศเสี่ยงมากกว่า 10 ประเทศซึ่งรวมถึงแอฟริกาใต้และอังกฤษ

อังกฤษประกาศห้ามนักท่องเที่ยวจาก 10 ประเทศในแอฟริกาตอนใต้เข้าประเทศ ส่วนพลเมืองอังกฤษและไอร์แลนด์ต้องกักตัว 10 วัน นอกจากนี้ทางการเตรียมประกาศคำแนะนำใหม่เกี่ยวกับการขยายเวลาการกระจายวัคซีนต้านโควิด-19 เพื่อรับมือการติดเชื้อโอไมครอนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

สหรัฐอเมริกา แบนชาวต่างชาติจาก 8 ประเทศเสี่ยงเกือบทั้งหมดในการเดินทางเข้าสหรัฐตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายนเป็นต้นไป พร้อมทั้งประกาศข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับเชื้อกลายพันธุ์โอไมครอนและมาตรการรับมือของสหรัฐด้วย

บราซิลประกาศปิดพรมแดนสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจาก 6 ประเทศในแอฟริกาตอนใต้ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน

แคนาดาประกาศปิดพรมแดนสำหรับชาวต่างชาติที่เพิ่งเดินทางมาจาก 7 ประเทศทางตอนใต้ของแอฟริกา เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน

ขณะนี้มีการรายงานว่าพบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนแล้ว 17 ประเทศทั่วโลกได้แก่ ออสเตรเลีย ออสเตรีย เบลเยียม บอตสวานา อังกฤษ แคนาดา เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เยอรมนี ฮ่องกง อิสราเอล อิตาลี แอฟริกาใต้ เนเธอร์แลนด์ เช็ก สกอตแลนด์และล่าสุดโปรตุเกส

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon