โอไมครอนระบาด 54 ประเทศทั่วโลก อังกฤษพบติดเชื้อมากที่สุด

แฟ้มภาพ เอเอฟพี

โอไมครอนระบาด 54 ประเทศทั่วโลก อังกฤษพบติดเชื้อมากที่สุด

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานความคืบหน้าของสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิดโอไมครอนทั่วโลกเมื่อวันที่ 7 ธันวาคมนี้ว่า พบการแพร่ระบาดแล้วใน 54 ประเทศและดินแดนทั่วโลก โดยพบมากที่สุดในสหราชอาณาจักร (ยูเค) ซึ่งถือเป็นการแพร่ระบาดเป็นกลุ่มก้อนภายในชุมชนแล้ว ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ในยุโรปก็พบการระบาดของโอไมครอนเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน

ที่ประเทศฝรั่งเศส นายฌ็อง กัสเต็กซ์ นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส แถลงว่า ตรวจสอบพบผู้ติดเชื้อโอไมครอนในฝรั่งเศสแล้ว 25 ราย โดย 21 รายในจำนวนนี้เป็นเคสที่นำเข้ามาจากประเทศในทวีปแอฟริกา ที่เหลืออีก 4 รายเป็นการติดเชื้อภายในท้องถิ่น ในขณะที่ภาพรวมการติดเชื้อโควิดทุกชนิดก็เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การที่ประชากรฝรั่งเศสมากถึง 25 ล้านคนผ่านการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์แล้ว ทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกใหม่ซึ่งถือเป็นระลอกที่ 5 ของประเทศยังคงดีกว่าในการระบาดทุกระลอกก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม ทางการฝรั่งเศสประกาศปิดไนท์คลับทุกแห่งก่อนหน้าเทศกาลคริสต์มาส และเข้มงวดกับมาตรการรักษาระยะห่างมากยิ่งขึ้น โดยออกมาเรียกร้องให้ประชาชนทุกคนแสดงความรับผิดชอบ ด้วยการจำกัดการรวมตัวกันทั้งที่เป็นการรวมตัวกันเพื่อธุรกิจหรือเพื่อสันทนาการส่วนตัว นอกจากนั้นยังกำชับให้สถานศึกษาทุกแห่งเข้มงวดกับการสวมหน้ากากป้องกันการติดเชื้อในโรงเรียน เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของเชื้อโอไมครอนที่อาจเกิดขึ้นในประเทศได้ แต่นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสยืนยันว่ายังไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ หรือประกาศเคอร์ฟิว ห้ามออกนอกเคหสถานในขณะนี้

รัฐบาลฝรั่งเศสยังเตรียมการให้เด็กอายุ 5-11 ปี ซึ่งน้ำหนักเกินหรือมีโรคประจำตัวสามารถได้รับวัคซีนป้องกันโควิดได้ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป หลังจากอนุญาตให้เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปเข้ารับการฉีดวัคซีนได้ก่อนหน้านี้

ประเทศที่ดูเหมือนเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อกลายพันธุ์โอไมครอนสูงสุดคือ สหราชอาณาจักร (ยูเค) โดยเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม นายซายิด จาวิด รัฐมนตรีสาธารณสุข ออกมายอมรับว่าเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโอไมครอนภายในชุมชนในประเทศแล้ว แต่ยังคงเร็วเกินไปที่จะบอกได้ว่าการระบาดนี้จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อการฟื้นตัวของประเทศหรือไม่

นายจาวิดระบุว่า แม้รัฐบาลจะประกาศใช้มาตรการต่างๆ เพื่อชะลอการแพร่ระบาดของโอไมครอน และพยายามทุกทางเพื่อปิดโอกาสการแพร่เชื้อ แต่ในเวลานี้ ปรากฏผู้ติดเชื้อในอังกฤษแล้ว 261 ราย ในสกอตแลนด์อีก 71 ราย และอีก 4 รายในเวลส์ ทำให้ยอดรวมทั้งหมดสูงถึง 336 รายแล้ว โดยส่วนหนึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้ที่ไม่เคยมีประวัติเดินทางไปต่างประเทศในช่วงเร็วๆ นี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า โอไมครอน กำลังแพร่ระบาดอยู่ภายในท้องถิ่นในหลายพื้นที่ของยูเคแล้วในเวลานี้

รัฐมนตรีสาธารณสุขของอังกฤษย้ำว่า ถึงตอนนี้ยังบอกไม่ได้แน่ชัดว่า โอไมครอน สามารถหลีกเลี่ยงวัคซีนได้หรือไม่ และสามารถก่อให้เกิดอาการป่วยหนักกว่าเชื้ออื่นๆ ที่ผ่านมาหรือไม่

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ยืนยันว่า ยังจะไม่มีการประกาศมาตรการเข้มงวดเพิ่มเติมเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโอไมครอนแต่อย่างใด แต่ไม่ปฏิเสธว่าอาจเป็นไปได้ที่จะมีการประกาศใช้มาตรการเข้มงวดต่างๆ ก่อนหน้าที่เทศกาลคริสต์มาสจะมาถึง

ที่ประเทศสเปน รัฐบาลสเปนเปิดเผยว่า พบผู้ติดเชื้อโอไมครอนที่ได้รับการยืนยันแล้วในสเปน 5 ราย โดย 4 รายในจำนวนนี้ พบในหมู่เกาะแบลีเอริค ซึ่งเป็นหมู่เกาะทางตะวันออกของประเทศ ทั้งนี้เหตุเกิดขึ้นเมื่อชายผู้หนึ่งซึ่งเดินทางกลับแบลีเอริคเกิดติดเชื้อ และแพร่เชื้อโอไมครอนให้กับสมาชิกอีก 2 คนในครอบครัว ส่วนรายที่ 4 เป็นผู้ที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากประเทศแอฟริกาใต้

อย่างไรก็ตาม เกิดเหตุการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นกลุ่มก้อนแบบพิสดารขึ้นที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองมาลากา เมืองท่าสำคัญของแคว้นอันดาลูเซีย หลังจากทีมแพทย์และพยาบาลของโรงพยาบาลมหาวิทยาแห่งภูมิภาคมาลากา ถูกตรวจพบว่าติดเชื้อโควิดรวดเดียว 68 ราย โดยทั้งหมดเข้าร่วมอยู่ในงานปาร์ตี้คริสต์มาสเมื่อวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีคนเข้าร่วมทั้งหมด 173 คน ทั้งๆ ที่แพทย์และพยาบาลทุกคนผ่านการตรวจพีซีอาร์ว่าไม่พบเชื้อหรือไม่ก็ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นเข็มที่ 3 แล้วทั้งสิ้น

ทางการแคว้นอันดาลูเซีย กำลังตรวจสอบหาต้นตอของการแพร่ระบาดครั้งนี้อยู่อย่างเคร่งเครียด เพราะมีโอกาสเป็นไปได้ว่าอาจเป็นกรณีที่เกิดการแพร่เชื้อจากอาหารที่ใช้ในปาร์ตี้ดังกล่าว

รอยเตอร์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวภายในสหภาพยุโรป 3 รายระบุตรงกันว่า แม้จะมีรายงานเบื้องต้นว่า โอไมครอน แพร่ระบาดได้เร็วแต่ไม่ก่อให้เกิดอาการป่วยรุนแรงว่า ทางอียูจะมีการหารือกันถึงแนวโน้มการแพร่ระบาดและมาตรการรับมือกับโอไมครอนในวันที่ 7 ธันวาคมนี้ แต่ยังจะไม่ผ่อนปรนมาตรการห้ามการเดินทางจากประเทศในแถบแอฟริกาตอนใต้ในเวลานี้อย่างแน่นอน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon