
อังกฤษเผยเหยื่อโอไมครอน 15 ราย ป่วยหนักต้องเข้า รพ.
เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม สำนักข่าวรอยเตอร์และเอเอฟพีรายงานว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในอังกฤษยังหนักหน่วงหลังจากยอดติดเชื้อใหม่รายวันพุ่งขึ้นทำสถิติใหม่อีกครั้งเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม เป็นวันที่สองต่อเนื่องกันเนื่องจากการระบาดของเชื้อโอไมครอน ในขณะที่ทางการมองหาหนทางบรรเทาความร้ายแรงของการแพร่ระบาดของเชื้อกลายพันธุ์โอไมครอน นอกเหนือจากการรณรงค์ให้ฉีดวัคซีนเข็ม 3 แล้ว ด้วยการเร่งจัดหาและอนุญาตให้ใช้ยารักษาโควิด ทั้งของเมอร์ค และไฟเซอร์
บีบีซีนิวส์ รายงานว่า ศาสตราจารย์ คริส วิตตี หัวหน้าคณะแพทย์ของอังกฤษ เข้าให้ปากคำต่อสภาผู้แทนราษฎร ยอมรับว่าโอไมครอนแพร่เร็วอย่างเหลือเชื่อและแม้ประชาชนจะระมัดระวัง โอไมครอนก็ยังสามารถระบาดเร็วมากๆ ได้ แต่ก็คาดการณ์ด้วยว่าการระบาดของโอไมครอนจะตกลงจากระดับพีคสุดเร็วกว่าเชื้อตัวอื่นๆ เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อโครงการรณรงค์การฉีดเข็มที่ 3 เป็นไปตามเป้า โดยรัฐบาลทบทวนข้อมูลอยู่ตลอดเวลา และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนในกรณีที่วัคซีนมีประสิทธิภาพน้อย เป็นต้น โดยย้ำว่า วัคซีนและยารักษาโควิด คือเครื่องมือสำคัญที่รัฐบาลใช้ในการกอบกู้วิกฤตการระบาดครั้งนี้
แพทย์หญิง ซูซาน ฮอปกินส์ หัวหน้าทีมแพทย์ประจำสำนักงานความมั่นคงทางสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งเข้าให้ปากคำด้วยเช่นกัน ระบุว่า ในเวลานี้มีผู้ติดเชื้อโอไมครอนอย่างน้อย 15 ราย ต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ในขณะที่ศาสตราจารย์วิตตี ชี้ว่า ตัวเลขที่แท้จริงสูงกว่านั้นมาก
รอยเตอร์รายงานว่า ทางการอังกฤษคาดหมายว่าจะสามารถมียารักษาโควิด ทั้งยาโมลนูพิราเวียร์ ของบริษัท เมอร์ค และแพกซ์โลวิด ของบริษัทไฟเซอร์ มาใช้ตลอดช่วงหน้าหนาว ระหว่างเดือนธันวาคมนี้ไปจนถึงเดือนมีนาคมปีหน้า โดยนายเอ็ดดี เกรย์ ประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจต่อต้านโควิดของอังกฤษ เปิดเผยว่า ในเวลานี้อังกฤษอยู่ระหว่างการทดลองประสิทธิภาพของยาโมลนูพิราเวียร์ในสภาพความเป็นจริง โดยได้ผู้ป่วยโควิดเป็นอาสาสมัครแล้ว 250 ราย จากเป้าหมาย 10,000 ราย และเตรียมทดลองแบบเดียวกันกับแพกซ์โลวิดต่อไป
ทางด้านบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า เผยแพร่ผลการทดลองในห้องปฏิบัติการสำหรับ “อีวูชีลด์” ยารักษาโควิดที่ใช้สารแอนติบอดีแบบผสมหรือค็อกเทล ในการรักษาผู้ป่วยโควิดว่า ยังคงประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อโอไมครอนในร่างกายผู้ป่วยได้
ตรงกันข้ามกับยาโรนาพรีฟ ยารักษาโควิดแบบโมโนโคลนอล แอนติบอดี ที่พัฒนาโดยบริ รีเจเนอรอน ทางบริษัทยอมรับว่าผลการทดลอง พบว่าไม่มีประสิทธิภาพต่อเชื้อโอไมครอนแม้ว่าจะยังได้ผลในการรักษาผู้ติดเชื้อเดลต้าก็ตาม
