คณะกมธ.ร่วมไทย-กัมพูชาครั้งที่11 ฟื้นฟูไปด้วยกัน เพื่อสันติภาพ และความเจริญรุ่งเรือง

คณะกมธ.ร่วมไทย-กัมพูชาครั้งที่11
ฟื้นฟูไปด้วยกัน เพื่อสันติภาพ และความเจริญรุ่งเรือง

เมื่อไม่นานมานี้ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ และเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี (เจซี) ไทย – กัมพูชา ครั้งที่ 11 ที่กรุงพนมเปญ ตามคำเชิญของ นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา โดยในระหว่างการเยือนครั้งนี้ นายดอนได้เข้าเยี่ยมคารวะ สมเด็จอัคคมหาเสนาบดีเดโชฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ทำเนียบรัฐบาลกัมพูชา โดยทั้งคู่ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นความสัมพันธ์ทวิภาคีและประเด็นในภูมิภาค รวมถึงประเด็นที่กัมพูชาให้ความสำคัญและแนวทางการดำเนินการของกัมพูชาในฐานะประธานอาเซียนในปี 2565 ซึ่งนายดอนได้แสดงความเชื่อมั่นและการสนับสนุนกัมพูชาอย่างเต็มที่

นอกจากนี้นายดอนยังได้หารือทวิภาคีกับนายปรัก โดยทั้งสองฝ่ายแสดงความยินดีกับความสัมพันธ์อันดีเยี่ยมระหว่างไทยกับกัมพูชาและยืนยันความมุ่งมั่นที่จะกระชับความร่วมมือในทุกมิติ ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะการค้าชายแดน การสนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม การคุ้มครองคนชาติของแต่ละประเทศ และความร่วมมือด้านแรงงาน โดยนายดอนได้เน้นย้ำความพร้อมของฝ่ายไทยที่จะทำงานร่วมกับฝ่ายกัมพูชาอย่างใกล้ชิดเพื่อสนับสนุนการเป็นประธานอาเซียนของกัมพูชาในปีหน้าอีกด้วย

ภายหลังการหารือทวิภาคี ทั้งสองฝ่ายได้เป็นประธานร่วมการประชุมเจซีไทย – กัมพูชา ครั้งที่ 11 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่ายเข้าร่วมการประชุมทั้งในห้องประชุมและผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยทั้งสองฝ่ายยินดีกับการเฉลิมฉลอง 70 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – กัมพูชา และความร่วมมืออย่างแนบแน่นระหว่างทั้งสองประเทศท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ภายใต้แนวคิด “ฟื้นฟูไปด้วยกันเพื่อสันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง” ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะกระชับความร่วมมือเพื่อสนับสนุนความพยายามของไทยและกัมพูชาในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากสถานการณ์โควิด-19 เพื่อให้ทั้งสองประเทศกลับมาเข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยผ่านการสานต่อความร่วมมือที่มีอยู่แล้วและการแสวงหาโอกาสใหม่ๆ

ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะร่วมกันรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดน พร้อมทั้งส่งเสริมมิตรภาพอันใกล้ชิดระหว่างประชาชนไทยและกัมพูชา ขณะที่ในประเด็นความร่วมมือระดับอนุภูมิภาคและภูมิภาค ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะประสานงานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อส่งเสริมสันติภาพและการพัฒนาในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและอาเซียน โดยเฉพาะในโอกาสที่กัมพูชาดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปีหน้า

ขณะที่ประเด็นสำคัญที่ถือเป็นผลลัพธ์ของการประชุมซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งประชาชนชาวไทยและกัมพูชา รวมทั้งต่อภูมิภาค ประกอบด้วย

๐การฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมโดยเร็วจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะอำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามแดนระหว่างกัน เช่น การใช้ระบบดิจิทัลในการตรวจสอบเอกสารรับรองการฉีดวัคซีนระหว่างกัน การจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อหารือความเป็นไปได้ในการเปิดให้มีการท่องเที่ยวระหว่างกันโดยมีมาตรการควบคุมโรคในพื้นที่เฉพาะ (bubble and seal) ในพื้นที่ชายแดนของสองประเทศ และการเพิ่มเที่ยวบินตรงระหว่างกัน

ทั้งสองฝ่ายรับทราบว่าไทยได้กลับมานำเข้าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านซึ่งรวมถึงกัมพูชาแล้ว เพื่อตอบสนองความต้องการแรงงานของไทยและเพิ่มโอกาสการมีงานทำให้แก่แรงงานกัมพูชา และเห็นพ้องที่จะทำงานร่วมกันเพื่อให้ชาวกัมพูชาที่ต้องการหางานทำในไทยดำเนินการผ่านทางช่องทางที่ถูกต้อง

ทั้งสองฝ่ายได้กำหนดกรอบเวลาใหม่เพื่อบรรลุเป้าหมายการค้า 15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2568 และจะทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

ในฐานะนักลงทุนอันดับ 9 ของกัมพูชา ฝ่ายไทยยืนยันความเชื่อมั่นของนักลงทุนไทยในศักยภาพทางเศรษฐกิจของกัมพูชา และจะยังคงขยายธุรกิจเพื่อสร้างงานและสร้างรายได้ให้แก่ชาวกัมพูชาต่อไป

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่ส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนของทั้งสองฝ่ายในแต่ละประเทศ รวมถึงเสริมสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยยิ่งขึ้นต่อการลงทุน โดยฝ่ายไทยได้หยิบยกข้อเสนอแนะของนักลงทุนไทยในกัมพูชา เช่น การปรับกฎหมายภาษีให้ชัดเจนและปฏิบัติตามได้ง่ายขึ้น และ การใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากความตกลงยกเว้นภาษีซ้อน เป็นต้น

ทั้งสองฝ่ายจะส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว โดยเฉพาะการปรับใช้ตัวแบบเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy Model) เพื่อใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่อย่างเต็มที่ในการส่งเสริมการเติบโตในอนาคตและการบรรลุการพัฒนาสีเขียวและการพัฒนาที่ยั่งยืน

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะทำงานร่วมกันเพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างทั้งสองประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือเพื่อเตรียมการเปิดสะพานมิตรภาพไทย – กัมพูชาที่เชื่อมโยงจังหวัดสระแก้วกับจังหวัดบันเตียเมียนเจย ซึ่งมีกำหนดเปิดทำการในปีหน้า รวมถึงการเปิดบริการการเดินรถไฟข้ามแดนระหว่างสองจังหวัดเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย

ทั้งสองฝ่ายยินดีที่กัมพูชาเป็นหนึ่งในประเทศอันดับต้นของประเทศหุ้นส่วนในโครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาของไทย โดยทั้งสองฝ่ายแสดงความมุ่งมั่นที่จะสานต่อความเป็นหุ้นส่วนดังกล่าว และจะร่วมมือกันในโครงการพัฒนาถนนเส้นทางต่าง ๆ เพื่อเชื่อมไทยกับกัมพูชา โดยปัจจุบัน มีสองเส้นทางที่อยู่ระหว่างการหารือ

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะกระชับความร่วมมือด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดน เพื่อส่งเสริมศักยภาพของทั้งสองประเทศในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือกับโรคอุบัติใหม่ในอนาคต

๐การรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดน และการส่งเสริมมิตรภาพอันใกล้ชิดระหว่างประชาชนไทยและกัมพูชา

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะกระชับความร่วมมือเพื่อป้องกันและปราบปรามปัญหาการลักลอบข้ามแดนผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ ซึ่งรวมถึงการช่วยเหลือและส่งกลับคนไทยที่ถูกชักชวนไปทำงานหลอกลวงทางโทรศัพท์หรือกรณี call centers การค้ายาเสพติด และอาชญากรรมข้ามชาติประเภทอื่น ๆ นอกจากนั้น ทั้งสองฝ่ายจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมตามแนวชายไทย – กัมพูชา

ทั้งสองฝ่ายคาดหวังให้มีการเปิดศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดและฝึกอาชีพแห่งชาติในจังหวัดพระสีหนุ อย่างเป็นทางการในโอกาสแรก โดยฝ่ายไทยได้สนับสนุนทางการเงินในการก่อสร้างศูนย์ดังกล่าวเป็นเงิน 1.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (38 ล้านบาท)

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความเข้าใจอันดีและมิตรภาพในระดับประชาชน ซึ่งรวมถึงความร่วมมือในด้านกีฬาและการแลกเปลี่ยนระหว่างเยาวชน

๐ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในประเด็นอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและอาเซียน

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการส่งเสริมความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงผ่านกลไกความร่วมมือต่าง ๆ โดยเฉพาะยุทธศาสตร์
ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี – เจ้าพระยา – แม่โขง (ACMECS) และคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC)

ฝ่ายไทยสนับสนุนการเป็นประธานอาเซียนของกัมพูชาในปี 2565 อย่างเต็มที่ และแสดงความพร้อมที่จะทำงานร่วมกับกัมพูชาเพื่อส่งเสริมความเป็นเอกภาพและความเป็นแกนกลางของอาเซียนท่ามกลางสถานการณ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อสนับสนุนอาเซียนในการรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ในภูมิภาค ซึ่งรวมถึงประเด็นเมียนมา บนพื้นฐานของความเป็นสมาชิกครอบครัวอาเซียนด้วยกัน

ทั้งนี้ ไทยและกัมพูชาเห็นพ้องที่จัดการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย – กัมพูชา ครั้งที่ 12 ในประเทศไทยในปี 2565 ซึ่งจะมีการกำหนดเวลาร่วมกันต่อไป โดยในช่วงท้ายการประชุมรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ทำพิธีส่งมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ซึ่งมีมูลรวม 150,000 ดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 5 ล้านบาท) ให้แก่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา เพื่อสนับสนุนกัมพูชาในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ด้วย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon