
เมียนมายิงปืนใหญ่ ส่งฮ.-เครื่องบินขับไล่ ถล่มกองกำลังฝ่ายต้านในรัฐกะเหรี่ยง ยูเอ็นประณามฆ่าเผาโหดชาวบ้าน
สถานการณ์สู้รบระหว่างกองทัพเมียนมากับกำลังฝ่ายต่อต้านกำลังเป็นที่จับตา หลังปรากฎภาพการล้อมปราบและเผาชาวเมียนมาอย่างเหี้ยมโหดที่ถูกระบุว่าเป็นฝีมือของกองทัพเมียนมา ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม เว็บไซต์เมียนมาร์นาว สื่ออิสระในเมียนมา รายงานอ้างแหล่งข่าวจากหลายช่องทางระบุว่าในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงมีการสู้รบอย่างต่อเนื่อง โดยกองทัพเมียนมาได้ยิงปืนใหญ่ ส่งเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบินขับไล่ ปฏิบัติการทิ้งระเบิดโจมตีทางอากาศ ถล่มใส่เป้าหมายในพื้นที่ยึดครองของกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง(เคเอ็นยู) ในเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยงของเมียนมา ซึ่งอยู่ติดกับอ.แม่สอด จ.ตาก เมื่อวันที่ 25 ธันวาคมที่ผ่านมา
โดยมีการยืนยันว่ามีพลเรือนเสียชีวิตจากเหตุโจมตีที่เกิดขึ้นจำนวน 2 ราย คือ นายอ่อง เมียว ซิน พ่อครัวอายุ 40 ปีในค่ายพักพิงชั่วคราวของชาวบ้านที่หนีภัยสู้รบ และนายอะไซเค อายุ 38 ปี บรรณาธิการของ เฟเดอรัล เจอร์นัล สื่อต่อต้านรัฐบาลทหาร ที่เพิ่งหนีมาหลบอยู่ที่ค่ายพักพิงแห่งนี้เมื่อเร็วๆนี้ โดยทั้งสองเสียชีวิตหลังจากทหารเมียนมายิงปืนใหญ่ลูกหนึ่งมาตกใกล้กับโรงเรียนในหมู่บ้านทีแมวาคี ที่มีชาวบ้านหนีภัยสู้รบมาหลบอยู่ที่นี่ราว 400 คน เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 13.00 น.ของวันเกิดเหตุ
หนึ่งในนักรบของกองกำลังพิทักษ์ประชาชน(พีดีเอฟ) ซึ่งเป็นกองกำลังที่ประชาชนผู้ต่อต้านรัฐบาลทหารจัดตั้งขึ้นเองเพื่อต่อสู้กับกองทัพเมียนมา เปิดเผยว่า เครื่องบินหลายลำบินวนมาทิ้งระเบิดโจมตีหลายลูกในพื้นที่ดังกล่าวถึงอย่างน้อย 3 ครั้ง จากนั้นกองกำลังภาคพื้นดินของกองทัพเมียนมาก็ได้เปิดฉากยิงโจมตีด้วยอาวุธหนัก
นักรบพีดีเอฟเปิดเผยอีกว่า ปืนใหญ่หลายลูกถูกยิงตกที่หมู่บ้านทีแมวาคี หนึ่งในนั้นโดนโบสถ์แห่งหนึ่งที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง หลังจากนั้นชาวบ้านที่หลบภัยอยู่ที่นี่ ได้พากันอพยพไปหลบอยู่ในที่ที่ปลอดภัยกว่า และหลังจากมีการโจมตีนานราวหนึ่งชั่วโมง กองกำลังทหารเมียนมาก็ได้เคลื่อนกำลังมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านทีแมวาคี
แหล่งข่าวอีก 2 รายเผยว่า ตั้งแต่ 1 ทุ่มถึงตี 3 ของวันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง(เคเอ็นแอลเอ) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธของเคเอ็นยู ร่วมกับกองกำลังพีดีเอฟ ได้ปะทะกับทหารเมียนมาและกองกำลังรักษาชายแดนกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธชนกลุ่มน้อยที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกองทัพเมียนมา ซึ่งรายงานของ กอกะเระ โอเพนนิวส์ ระบุว่า ในระหว่างการสู้รบนั้น มีปืนใหญ่อย่างน้อย 1 ลูก ที่ถูกกองทัพเมียนมายิงโจมตีออกมาจากหมู่บ้านเตบอโบ ทางตอนใต้ของเมียวดี ตกมาเข้ามาในฝั่งไทย ซึ่งลงที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในอ.แม่สอด
ด้านสถานีโทรทัศน์เสียงประชาชน ซึ่งเป็นของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ(เอ็นยูจี) หรือรัฐบาลเงาเมียนมาที่ตั้งขึ้นโดยกลุ่มส.ส.พรรคเอ็นแอลดีที่ถูกยึดอำนาจและฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหาร รายงานอ้างเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุสู้รบขึ้น กลุ่มเคเอ็นแอลเอและนักรบพีดีเอฟ ได้สังหารทหารเมียนมาไปแล้วอย่างน้อย 68 ราย รวมถึงระดับผู้บัญชาการหน่วยรบ ขณะที่มีพลเรือนเมียนมาราว 10,000 คน ที่กลายเป็นผู้พลัดถิ่นหลังจากสถานการณ์ในพื้นที่สู้รบดังกล่าวเลวร้ายลง ชาวบ้านในจำนวนนี้กว่าครึ่งหนึ่งได้หนีข้ามแม่น้ำเมย เข้ามาหลบยังฝั่งไทย และได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ทางการไทย
ด้านนายมาร์ติน กริฟฟิธส์ รองเลขาธิการฝ่ายประสานงานด้านมนุษยธรรมของสหประชาชาติ(ยูเอ็น) ออกมาประณามการสังหารหมู่และเผาโหดพลเรือนชาวเมียนมาอย่างน้อย 35 ศพ ที่มีผู้หญิงและเด็กรวมอยู่ด้วย หลังมีภาพศพผู้เสียชีวิตที่ดำไหม้เป็นตอตะโกกองรวมกันอยู่บนขบวนรถหลายคันในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง แพร่ว่อนอยู่ในโลกโซเชียลเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ซึ่งถูกระบุว่าเป็นฝีมือล้อมปราบและฆ่าทิ้งอย่างโหดเหี้ยมของกองทัพเมียนมา โดยรองเลขาธิการยูเอ็นยังกล่าวเรียกร้องให้รัฐบาลทหารเมียนมา ดำเนินการสอบสวนในเรื่องนี้อย่างโปร่งใส เพื่อจะได้นำตัวผู้กระทำผิดมาสู่กระบวนการยุติธรรม พร้อมกันนี้ยังเรียกร้องให้มีการปกป้องคุ้มครองประชาชนชาวเมียนมาด้วย
ขณะที่ดอกเตอร์ โนเอลีน เฮย์เซอร์ ทูตพิเศษยูเอ็นด้านเมียนมาคนใหม่ ได้ออกแถลงการณ์แสดงความห่วงกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุความรุนแรงที่ขยายวงมากขึ้นทั้งในรัฐกะเหรี่ยงและพื้นที่ต่างๆในประเทศเมียนมา พร้อมทั้งยังกล่าวเรียกร้องให้มีการหยุดยิงระหว่างกองทัพเมียนมาและกองกำลังฝ่ายต่อต้านสำหรับปีใหม่นี้ที่จะมาถึง
