หน้าแรก ต่างประเทศ สีดา สอนศรี :...

สีดา สอนศรี : การเมืองเรื่องการเลือกตั้งในฟิลิปปินส์

30.12.21 | 15:20 น.

การเมืองเรื่องการเลือกตั้งของฟิลิปปินส์เป็นเรื่องของการอุปถัมภ์ เรื่องของพรรคพวก เรื่องของการให้อภัย และเรื่องของการตอบแทนบุญคุณ

การเมืองเรื่องการเลือกตั้งในฟิลิปปินส์
เลนี โรเบรโด

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2521 ผู้เขียนได้เขียนบทความลงในมติชนเรื่อง แนวโน้มผู้สมัครรับเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดีในฟิลิปปินส์ หลังจาก COMELEC (คณะกรรมาธิการการเลือกตั้ง) ได้กำหนดให้สิ้นสุดการลงทะเบียนผู้สมัครตำแหน่งประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี และตำแหน่งอื่นๆ ทั่วประเทศต่อ COMELEC ภายในวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ตำแหน่งที่สำคัญของฟิลิปปินส์ที่ผู้เลือกตั้งให้ความสำคัญคือตำแหน่งประธานาธิบดี เพราะเป็นตำแหน่งที่กำหนดนโยบายต่างๆ ของประเทศ ผู้ที่สมัครตำแหน่งประธานาธิบดี คือ Panfilo Lacson, Ferdinand Marcos jr.(Bongbong) Isko Moreno, Manny Pacquiao, Ronald dela Rosa, และ Reni Robredo (ดูประวัติของผู้สมัครและนโยบาย ที่มติชนรายวัน วันที่ 8 พฤศจิกายน, หน้า 12) ตามกฎหมายการเลือกตั้ง ได้กำหนดให้มีการสับเปลี่ยนหรือแทนตำแหน่งประธานาธิบดี รองประธาราธิบดี ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสมาชิกและตำแหน่งอื่นๆ ได้ภายในวันที่ 15 ด้วยเหตุนี้เอง Duterte ซึ่งได้วางแผนอย่างลึกซึ้ง

การเมืองเรื่องการเลือกตั้งในฟิลิปปินส์
ซารา ดูเตร์เต-คาร์ปิโอ

ไว้ตั้งแต่มีการสมัครรับเลือกตั้งแล้วว่าน่าจะให้ผู้ใดลงตำแหน่งใด และเขาก็ได้ตกลงกับ Sara ซึ่งเป็นบุตรสาวตั้งแต่ต้นแล้วว่าในครอบครัวเขาจะมีผู้ลงสมัครในตำแหน่งระดับชาติ (ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี) เพียงคนเดียวเท่านั้น จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น Duterte ได้ให้ dela Rosa สมัครตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรค PDP-Laban ไปก่อนด้วยหวังว่า Sara จะเปลี่ยนใจภายในวันที่ 15 มาสมัครแทน dela Rosa Sara เพราะยังไม่มีผู้สมัครตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรคนี้ ซึ่งแต่เดิมเขาต้องการให้ Sara สมัครในตำแหน่งนี้ แต่เธอไม่พร้อม ส่วน dela Rosa ไม่ได้เต็มใจแต่ก็ไม่กล้าขัดใจ Duterte ที่สำคัญทั้งหมดนี้คือเขาอยากให้ Sara สมัครในตำแหน่งประธานาธิบดีในพรรค Laban แต่ Sara ยังไม่พร้อม ที่สำคัญผู้ที่จะสมัครตำแหน่งระดับชาติ คือตำแหน่งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีได้นั้นต้องสังกัดพรรคระดับชาติเท่านั้นตามที่ระบุไว้ในกฎหมายการเลือกตั้ง ด้วยเหตุนี้เอง Sara จึงต้องเปลี่ยนพรรคการเมืองจากพรรคการเมืองท้องถิ่น Hugpong ng Pagbabago (Faction for Change) ของเมือง Davao ซึ่งเป็นพรรคที่เธอสมัครเป็นนายกเทศมนตรีและเป็นเครือข่ายของพรรค Laban ตั้งแต่ปี 2016 มาสมัครภายใต้พรรค Lakas และให้น้องชาย Sebastian สมัครในนามพรรคท้องถิ่นแทน การที่ Sara ได้เข้ามาเป็นสมาชิกพรรค Lakas ได้นั้นเป็นเพราะบุญคุณที่มีต่อกัน นั่นก็คือ Duterte เป็นผู้ Sponsor การแต่งงานให้กับบุตรสาวของ Ramon Bong Revilla Jr. ซื่งเป็นประธานพรรค Lakas ในปัจจุบัน Duterte จึงขอให้ Revilla รับ Sara เข้ามาเป็นสมาชิกในพรรค Lakas เขารับ Sara เข้ามาเป็นสมาชิกพรรคเพื่อให้ได้สมัครในตำแหน่งรองประธานาธิบดีคู่กับ Bongbong ซึ่งสมัครในตำแหน่งประธานาธิบดี ด้วยความสำนึกในบุญคุญ และด้วยความเป็นเพื่อนของครอบครัว Duterte และ Marcos จึงทำให้ลูกของทั้งสองตระกูลได้มาลงสมัครคู่กัน นี่ก็คือความเป็นเพื่อนพ้องกัน แม้ Sara และ Bongbong มาจากคนละพรรคแต่สามารถหาเสียงให้กันได้ แต่มิได้หมายความว่าทั้ง 2 คน จะได้ตำแหน่งคู่กัน เพราะการเลือกตั้งในฟิลิปปินส์เป็นการเลือกตั้งโดยตรงแยกกันในแต่ละตำแหน่ง เพราะฉะนั้น Bongbong อาจจะได้หรือไม่ได้รับเลือก

การเมืองเรื่องการเลือกตั้งในฟิลิปปินส์

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับประวัติและประสบการณ์ สำหรับ Bongbong นั้นอาจจะได้รับเลือกจากชนชั้นระดับสูงซึ่งเป็นเพื่อนพ้องของ Marcos ซึ่งมีประมาณ 1.4 เปอร์เซ็นต์ และระดับผู้มีรายได้น้อย ประมาณ 58.4 เปอร์เซ็นต์ แต่มิได้หมายความว่าประชาชนระดับนี้จะเลือกตั้งเขาทั้งหมด เพราะขึ้นอยู่กับผู้ลงทะเบียนในกลุ่มนี้ด้วย แต่ที่แน่นอนเขาจะได้รับคะแนนเสียงจากจังหวัด Ilocos Norte ซึ่งเป็นจังหวัดที่กลุ่ม Marcos มีอำนาจอยู่ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาติ และพวกเขาก็ได้ทำความเจริญให้กับจังหวัดนี้มาก ประชาชนก็ให้อภัยต่อการกระทำของ Marcos ในอดีต นี่คือวัฒนธรรมของฟิลิปปินส์ แต่ที่สำคัญคนรุ่นหนุ่มสาวที่อยู่ในวัยทำงาน จะไม่สนับสนุน Bongbong เพราะกลุ่มนี้เป็นช่วงอายุที่ทราบการกระทำของ Marcos ในอดีตจากบิดามารดาในช่วงการปกครองของ Marcos ซึ่งมีอยู่ 30 เปอร์เซ็นต์ ในทุกระดับชนชั้น นอกจากนั้น ยังมีกลุ่มนักศึกษา 30 มหาวิทยาลัยต่อต้านการสมัครตำแหน่งประธานาธิบดีของ Bongbong ซึ่งเกี่ยวโยงกับพรรคพวกบริวาร (Crony) ของ Marcos ที่เคยทำให้ประเทศล้มละลาย

Advertisement

จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้นคาดว่า Bongbong อาจพลาดตำแหน่งประธานาธิบดี แต่ Sara อาจได้ตำแหน่งรองประธานาธิบดีเพราะมีผู้สนับสนุนค่อนข้างมาก ผู้สมัครตำแหน่งประธานาธิบดีทุกคนในขณะนี้สนับสนุนความคิดของ Duterte ที่ให้ Sara สมัครตำแหน่งนี้ ในส่วนของ Duterte เอง ได้สมัครในตำแหน่ง สมาชิกวุฒิสภาเพื่อหวังจะได้รับเลือกเป็นประธานวุฒิสมาชิก และ Arroyo สมัครในตำแหน่ง ส.ส. เพื่อหวังจะได้รับเลือกเป็นประธานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นี่คือการเมืองเรื่องพรรคพวกบริวาร ของกลุ่ม Marcos+Duterte ซึ่งมีพรรคร่วมประมาณ 6 พรรค และใช้สีพรรคเป็นสีแดงซึ่งเป็นสีของพรรคเดิมของ Marcos (Kilusang Bagong Lipunan-New Society Movement)

ถ้าจะมาดูฝ่ายค้านบ้าง ก็มีการเตรียมการกันอย่างมากเพื่อมิให้การเมืองที่มีความคิดแบบเก่าๆเข้ามาปกครองประเทศ ผู้สมัครคือ Reni Robredo ซึ่งเป็นรองประธานาธิบดีของ Duterte (คนละพรรค) ในปัจจุบัน เธออยู่ภายใต้พรรค Liberal Party ของ Benigno Aquino Jr. แต่พรรคนี้ต่อต้านพรรคของ Duterte ในการเลือกตั้งปี 2016 เพื่อให้การรวมตัวกันของพรรคฝ่ายค้านมากขึ้นหลังจาก Aquino เสียชีวิต และเพื่อให้ความรู้สึกของประชาชนต่อต้านฝ่ายค้านอ่อนลง สมาชิกพรรคฝ่ายค้านจึงได้เปลี่ยนชื่อพรรคเป็น 1Sambayan (One Nation) และใช้สีพรรคเป็นสีชมพู ซึ่งมีความหมายหลายอย่าง คือ ความอ่อนหวานของสตรีในการเป็นผู้นำประเทศ สีของแรงบันดาลใจ ความหวัง ความรักความเมตตากรุณาในคนของประเทศ มีหัวใจที่คำนึงถึงการบริการต่อสังคม การจัดการการปกครองให้โปร่งใสปราศจากการคอร์รัปชั่น ซึ่งจากการประเมินของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานรองประธานาธิบดีของเธอได้รับการรับรองว่ามีการจัดการที่ดีเลิศ ส่วนสำนักงานของประธานาธิบดีต้องมีการปรับปรุง เธอเปลี่ยนสีพรรคจากสีเหลืองของ Aquino ซึ่ง Duterte ต่อต้าน เป็นสีชมพูที่มีความหมายในตัวเธอเอง ที่สำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้กลุ่มของฝ่ายรัฐบาลมีงบของพรรคในการหาเสียงมากกว่าพรรคฝ่ายค้าน แต่พรรคฝ่ายค้านมีกลุ่มประชาสังคมเป็นจำนวนมาก ขนชั้นกลางและศาสนจักร Veritas ซึ่งมีสื่อวิทยุกระจายเสียงในทุกชุมชนโบสถ์สนันสนุนในด้านจริยธรรมและความโปร่งใสอยู่ทั่วประเทศ กลุ่มชั้นกลางที่ไม่รวมศาสนจักร มีอยู่ประมาณ 40.2 เปอร์เซ็นต์ และมีกลุ่มเยาวชน 100 องค์กรสนับสนุน

การเมืองเรื่องการเลือกตั้งในฟิลิปปินส์
เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์

ในขณะนี้ผู้จัดการเลือกตั้งของพรรคฝ่ายค้านจึงได้จัดคาราวานจากทุกกลุ่มอาชีพทั้งจากจังหวัดสำคัญๆ ที่คาดว่าจะได้คะแนนเสียง ทั้งในหมู่เกาะลูซอน วิสายะส์ และมินดาเนา โดยใช้รถยนต์ รถจี๊บนี รถจักรยานยนต์ รถสามล้อและรถมอเตอร์ไซค์ ด้วยการใช้สีชมพูเป็นสัญลักษณ์ ในขณะที่ Bongbong ใช้สีแดงและมีนโยบายที่ไม่ชัดเจน นอกจากนี้เธอก็ได้ไปพูดที่สโมสรโรตารี่ในมะนิลาและแถลงถึงนโยบายของเธอคือ ในเรื่องการสร้างสันติภาพ การแก้ไขปัญหา COVID-19 ทั้งในแง่การจัดหาวัคซีนมาเพิ่มเติมซึ่งขณะนี้มีอยู่แล้ว 8 ชนิด การให้บริการที่ทั่วถึง การเตรียมโรงพยาบาลและสถานที่กักกันซึ่งยังมีไม่เพียงพอ การตั้งที่ปรึกษาซึ่งเป็นแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ทางเทคนิคที่มีความเชี่ยวชาญ เข้ามาในรัฐบาลเพื่อดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ ปรับปรุง Universal Health Care Law การเข้าไปดูแลชุมชนซึ่งเธอได้ทำอยู่แล้ว การดำเนินการให้ประชาชนปราศจากความกลัวต่อรัฐบาล การช่วยเหลือคนตกงาน ช่วยเหลือธุรกิจระดับเล็ก สำหรับสโมสรโรตารี่นั้นได้จัดตั้งในฟิลิปปินส์ ในปี 1919 โดยสหรัฐและเครือข่ายประเทศทางตะวันตกเป็นแห่งแรกในเอชีย ขณะนี้มี 800 สาขากระจายไปทั่วฟิลิปปินส์ มีจุดประสงค์เพื่อสร้างสันติภาพ การไปพูดในครั้งนี้จึงมีความหมายกับเธอมาก เธอมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน และมีทางเป็นไปได้มากกว่า Bongbong ในขณะนี้ ทำให้ประชาชนสนับสนุนเธอมากจากเครือข่ายภาคประชาสังคมและเครือข่ายของ Aquino ที่เธอเป็นสมาชิกในพรรคเดิม เมื่อเทียบกัย Bongbong ที่ยังยึดนโยบายของ Duterte แต่อย่างไรก็ตามเธอจะสานต่อนโยบาย โครงสร้างพื้นฐานซึ่งมีมาตั้งแต่สมัย Aquino และสานต่อโดย Duterte ในปัจจุบัน การเมืองในฟิลิปปินส์อาจเปลี่ยนขั้วเป็นพรรคฝ่ายค้านเพราะประชาชนต้องการการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่า ต้องการสุขภาพถ้วนหน้า การบริหารที่โปร่งใส การปราศจากความกลัวจากรัฐบาล และนโยบายต่างประเทศที่ต้องคำนึงถึงอธิปไตยของประเทศ จากความนิยมของประชาชนในขณะนี้ Sara อาจได้รับเลือกเป็นรองประธานาธิบดีเพราะคะแนนนิยมสูงและมีพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรคสนับสนุน ส่วน Leni อาจได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเพราะคะแนนนิยมจากภาคประชาสังคมหลายส่วน และคะแนนนิยมจากศาสนจักรมีถึง 37 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ Bongbong มี 27 เปอร์เซ็นต์ จากการสำรวจประชาชนทั่วประเทศภายใต้ “Veritas Truth Survey” ในคำถามที่ว่า ผู้ศรัทธาศาสนาคิดอย่างไรต่อความเชื่อถือในผู้สมัครตำแหน่งประธานาธิบดี

แต่ยังมีเวลาอีก 5 เดือน แนวโน้มอาจจะเปลี่ยนแปลงได้เสมอในการเมืองฟิลิปปินส์ ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยดังกล่าวแล้วข้างต้น รวมทั้งนโยบายที่เป็นรูปธรรม ประวัติศาสตร์การเมืองที่ผ่านมา และที่สำคัญผลงานของประธานาธิบดีในปัจจุบันที่ประชาชนพอใจหรือไม่

การเมืองเรื่องการเลือกตั้งในฟิลิปปินส์