วิเทศวิถี: เปิดศักราชใหม่สัมพันธ์ไทย-ซาอุฯ

1.02.22 | 06:30 น.

วิเทศวิถี: เปิดศักราชใหม่สัมพันธ์ไทย-ซาอุฯ

การเดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25-26 มกราคมที่ผ่านมา ตามคำเชิญของเจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อัลซะอูด มกุฎราชกุมาร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบีย ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการต่างประเทศไทย ด้วยการประกาศฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศให้กลับสู่ปกติ หลังมีการลดระดับความสัมพันธ์ระหว่างกันมานานกว่า 32 ปี

การปรับสัมพันธ์ระหว่างกันให้กลับสู่สถานะปกติเป็นผลมาจากความพยายามของรัฐบาลไทยในหลายยุคหลายสมัย และไม่ว่าจะชอบหรือจะชังก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นความสำเร็จของการต่างประเทศไทยภายใต้รัฐบาลปัจจุบัน เป็นการสานต่อความพยายามในการจะปรับความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบียให้ประสบผลสำเร็จจริงได้ในที่สุด

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 25-26 มกราคมที่ผ่านมานั้น เกิดขึ้นภายใต้การเตรียมการและการประสานงานกันมาอย่างยาวนานหลายปี ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นแบบปัจจุบันทันด่วน แต่เป็นผลจากการดำเนินนโยบายการทูตแบบต่อเนื่อง โดยมีสัญญานเชิงบวกที่เป็นรูปธรรมตั้งแต่การหารือ 3 ฝ่าย ในช่วงการประชุมสุดยอดความร่วมมือเอเชีย (เอซีดี) ครั้งที่ 2 ที่กรุงเทพเมื่อปี 2559 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบียเดินทางเยือนไทย ตามด้วยการพบปะในระดับที่สำคัญอีกหลายครั้ง อันที่จริงมีการเชิญพล.อ.ประยุทธ์ไปเยือนซาอุดีอาระเบียตั้งแต่ปี 2559 แต่ด้วยสถานการณ์ยังไม่ลงตัวจึงทำให้การเยือนดังกล่าวเลื่อนมาเป็นปีนี้ในที่สุด

สิ่งที่จะตามมาหลังการปรับสัมพันธ์ระหว่างกันให้กลับสู่สถานะปกติคือการแต่งตั้งเอกอัครราชทูต และการจัดตั้งกลไกหารือทวิภาคีเพื่อรื้อฟื้นความร่วมมือในสาขาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้าการลงทุน พลังงาน สาธารณสุข ท่องเที่ยว ความมั่นคงทางอาหาร ไปจนถึงความร่วมมือในสาขาอื่นๆ ที่มีศักยภาพและน่าสนใจ ซึ่งเชื่อว่าความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้จะเป็นโอกาสอันดีสำหรับทั้งสองฝ่ายในทุกมิติ

Advertisement

รองนายกฯและรมว.กต.ดอนให้สัมภาษณ์ก่อนการเดินทางไปเยือนซาอุดีอาระเบียร่วมกับคณะของพล.อ.ประยุทธ์ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการทำงานที่ใช้เวลามา 6 ปี การที่ฝ่ายซาอุดีอาระเบียเชิญไทยไปเยือนเพื่อปรับสัมพันธ์ให้เป็นปกติไม่ใช่เรื่องง่าย และพล.อ.ประยุทธ์เป็นกุญแจสำคัญที่นำมาซึ่งผลสำเร็จดังกล่าว ซึ่งถือได้ว่าเป็นนิมิตใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างกัน และว่าที่ผ่านมาไทยและซาอุดีอาระเบียได้พูดคุยกันมากมาย แต่มาถึงจุดนี้เราจะก้าวข้ามอดีตไป ไม่พูดถึงเรื่องเหล่านั้นแล้ว เพราะมันได้รับการดูแลและจัดการไปจนถึงขั้นที่พอใจกัน ต่อไปต้องก้าวข้ามไปพูดถึงเรื่องของอนาคตเท่านั้น

 

ข้อเท็จจริงในการหารือระหว่างไทยและซาอุดีอาระเบียนับตั้งแต่มีปัญหาจนนำไปสู่การลดระดับความสัมพันธ์เกิดขึ้น สิ่งที่ฝ่ายซาอุดีอาระเบีย “ติดใจ” ไม่ใช่ประเด็นเกี่ยวกับเครื่องเพชรที่ถูกขโมยมาอย่างที่ใครหลายคนจินตนาการ แต่เป็นประเด็นที่นักการทูตและคนของเขามาเสียชีวิตในไทยเป็นสำคัญ แต่ ณ วันนี้ประเด็นคาใจเหล่านั้นได้รับการคลี่คลายไปแล้ว และพล.อ.ประยุทธ์ได้แสดงความเสียใจต่อโศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นในไทยในครั้งนั้นต่อมกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย

อาจมีบางคนวิพากษ์ว่าการที่พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้เข้าเฝ้ากษัตริย์อับดุลลาห์ องค์ประประมุขและนายกรัฐมนตรีซาอุดีอาระเบีย แสดงให้เห็นว่าฝ่ายซาอุดีอาระเบียไม่ได้ให้ความสำคัญในการเดินทางไปของผู้นำไทยในคราวนี้ ในความเป็นจริงคือมกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบียทรงรับพระราชภารกิจในการบริหารประเทศมาจากพระบิดาของพระองค์มานานหลายปีแล้ว อีกทั้งกษัตริย์อับดุลลาห์ก็ไม่ได้เสด็จออกรับคณะผู้แทนใดๆ มานานหลายปีแล้วเช่นเดียวกัน และหากได้เห็นคลิปการต้อนรับคณะผู้แทนไทย ณ พระราชวังอัลยามามะฮ์ ที่ฝ่ายซาอุดีอาระเบียนำมาเผยแพร่ ก็จะเห็นว่าซาอุดีอาระเบียให้ได้การต้อนรับพล.อ.ประยุทธ์อย่างเต็มที่เพียงใด

การเดินทางไปเยือนซาอุดีอาระเบียของพล.อ.ประยุทธ์ยังเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศหลากหลายแห่ง รวมถึงสื่อในซาอุดีอาระเบียที่มีการเสนอข่าวตั้งแต่การประกาศการเยือนจนถึงผลลัพท์ของการหารือ โดยข่าวการเยือนของพล.อ.ประยุทธ์ถือเป็นข่าวใหญ่ในสื่อซาอุดีอาระเบียตลอด 2 วันเช่นกัน

ระหว่างการเยือนนายดอนยังได้พบกับรัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย เพื่อหารือรายละเอียดในการจัดตั้งกลไกหารือทวิภาคีระหว่างสองประเทศ รวมทั้งเพื่อวางแผนและกำหนดสาขาความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศต่อไป ขณะที่นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ และรมว.พน. และนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.รง. ก็ได้หารือกับรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในเรื่องที่เกี่ยวข้องเพื่อวางรากฐานในความร่วมมือและการทำงานร่วมกันต่อไปด้วยเช่นกัน ถือเป็นการใช้เวลาในการเยือนเพียงไม่นานให้ได้ประโยชน์สูงสุด

ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือการฟื้นสัมพันธ์ทางการทูตเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ เมื่อรัฐบาลของทั้งสองประเทศตัดสินใจเดินหน้าและก้าวข้ามปัญหาในอดีตไปแล้ว เราคนไทยก็ควรจะดีใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นมิใช่หรือ

ประโยชน์ในด้านต่างๆ หลังการฟื้นฟูความสัมพันธ์

  • ด้านการเมือง การฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างกันจะนำไปสู่การแต่งตั้งเอกอัครราชทูต การจัดตั้งกลไกหารือทวิภาคี และการสนับสนุนซึ่งกันและกันในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในกรอบองค์การความร่วมมืออิสลาม (Organisation of Islamic Cooperation: OIC) และองค์การระหว่างประเทศอื่นๆ
  • ด้านการค้าและการลงทุน ไทยจะมีโอกาสในการเข้าถึงตลาดซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดในโลกอาหรับ มีประชากรมากที่สุดในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับที่ 34.8 ล้าน และมีโครงการขนาดใหญ่จำนวนมาก ซึ่งจะเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ดีแก่ภาคเอกชนไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การบริการ และการก่อสร้าง
  • ด้านความมั่นคงทางอาหาร ผู้ประกอบการไทยจะมีโอกาสในการส่งออกสินค้าอาหาร โดยเฉพาะอาหารฮาลาล ไปยังซาอุดีอาระเบีย รวมถึงการสนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตอาหารในซาอุดีอาระเบียโดยเฉพาะอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงกุ้ง ซึ่งไทยมีความเชี่ยวชาญซึ่งเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังเติบโตในซาอุดีอาระเบีย และซาอุดีอาระเบียเปิดให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนได้
  • ด้านแรงงาน มีโอกาสในการกลับเข้าไปทำงานของแรงงานฝีมือและเฉพาะทางของไทย โดยระหว่างการเยือนครั้งนี้ฝ่ายซาอุดีอาระเบียแจ้งแล้วว่าต้องการแรงงานอีก 8,000,000 คน จากการพูดคุยเบื้องต้นซาอุดีอาระเบียสนใจที่จะให้เป็นการส่งแรงงานแบบรัฐต่อรัฐ และจะมีการหารือเพื่อจัดทำเอ็มโอยูระหว่างกันในเรื่องดังกล่าวโดยเร็วต่อไป
  • ด้านการท่องเที่ยว คาดว่าชาวซาอุดีอาระเบียจะเดินทางมาท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งน่าจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 เท่าภายหลังการฟื้นฟูความสัมพันธ์ และคาดว่าจะสร้างรายได้ให้ไทยอีกไม่ต่ำกว่าปีละ 5,000 ล้านบาท ล่าสุดสายการบินซาอุดีอาระเบียได้ประกาศแล้วว่าจะเริ่มต้นการให้บริการเที่ยวบินตรงมายังไทยในอีก 3 เดือนข้างหน้ หรือในเดือนพฤษภาคมนี้
  • ด้านพลังงาน ซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยพลังงาน ทั้งยังครองสถานะประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันอันดับต้นของโลก มีน้ำมันสำรองที่สำรวจพบแล้วมากเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงเวเนซูเอลาเท่านั้น