นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงประเด็นหารือในการประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย หรือเอซีดี ครั้งที่ 2 ว่า การประชุมช่วงเช้า ผู้นำเห็นพ้องให้เอเชียมีความร่วมมือที่เป็นเอกภาพมากขึ้น เพื่อพร้อมเผชิญกับสิ่งท้าทาย เช่นความมั่นคงด้านพลังงาน สภาพอากาศที่แปรปรวนที่ส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งตอบสนองต่อโอกาสที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยให้ความร่วมมือเกิดประโยชน์ต่อเอเชีย และลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ
“ในที่ประชุม ผู้นำหลายประเทศได้ชื่นชมไทยที่ได้เชิญภาคเอกชนเข้าร่วมประชุมและให้ข้อเสนอแนะในการขับเคลื่อนธุรกิจ โดยเฉพาะการหารือเพื่อระดมเงินทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเห็นพ้องว่าภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างบทบาทในเชิงรุกให้กับเอเชีย” นายเสขกล่าว
นายเสขกล่าวอีกว่า ขณะที่นายกรัฐมนตรีได้หารือเกี่ยวกับกรอบระยะเวลา เพื่อให้รัฐสมาชิกเสนอแผนงานความร่วมมือ ในช่วงเวลา 1 ปี โดยในการประชุมระดับรัฐมนตรีเอซีดีที่จะเกิดขึ้นในปี 2560 ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นเจ้าภาพ รัฐมนตรีต่างประเทศจะต้องรายงานความคืบหน้าความร่วมมือว่าเป็นอย่างไรเพื่อที่จะให้วิสัยทัศน์ของผู้นำสามารถไปสู่การปฏิบัติได้ นอกจากนี้ ในช่วงบ่ายจะเป็นการหารือของภาคเอกชน จาก 34 ประเทศ ที่นำโดยแจ็ค หม่า ตัวแทนภาคเอกชน จากนั้นจะเป็นการรายงานของเลขาธิการเอซีดี ขณะที่นายกรัฐมนตรีจะกล่าวสรุปปิดงานในเวลา 18.00 น.
ทั้งนี้ก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้น ได้มีการเปิดวิดีโอของนายบัน คี มุน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้กล่าวต้อนรับผู้นำที่เข้าร่วมประชุมสุดยอดเอซีดี ครั้งที่ 2 โดยนายบัน คี มุน ได้กล่าวขอบคุณประเทศไทยที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอซีดีตามพันธสัญญาเพื่อความร่วมมือในระดับภูมิภาค ซึ่งรัฐบาลของประเทศสมาชิกสามารถผลักดันวาระการพัฒนาอย่างยั่งยืนไปทั่วทั้งเอเชียได้
นายบัน คี มุน ยังกล่าวต้อนรับตัวแทนทั้งในระดับรัฐบาล เอกชน และภาคประชาสังคม ที่มาร่วมประชุมในครั้งนี้ โดยเชื่อว่าการรับรองเอกสารวิสัยทัศน์ความร่วมมือเอเชีย 2030 และปฏิญญากรุงเทพ จะสามารถสร้างเส้นทางในการแบ่งปันความมั่งคั่งแก่คนรุ่นต่อไปอีกหลายชั่วอายุคน

