หน้าแรก ต่างประเทศ ไทยจัด SOM เอ...

ไทยจัด SOM เอเปค ประชุมแรกของปี 14-25 ก.พ.นี้

10.02.22 | 18:09 น.

ไทยจัด SOM เอเปค ประชุมแรกของปี 14-25 ก.พ.นี้

นายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า ไทยในฐานะเจ้าภาพเอเปค 2565 จะจัดการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปคครั้งที่ 1 (SOM 1) และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องระหว่างวันที่ 14-25 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกของปี เพื่อปูทางประเด็นหารือที่ไทยจะผลักดันตลอดทั้งปี โดยจะจัดในรูปแบบออนไลน์

นายธานีกล่าวว่า SOM 1 ประกอบด้วยการประชุมคณะทำงานและการสัมมนาต่าง ๆ กว่า 30 การประชุม ครอบคลุมประเด็นด้านการค้าการลงทุน ความเชื่อมโยง ความร่วมมือด้านดิจิทัล ไปจนถึงความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยจะมีการนำความเห็นของภาคเอกชนจากสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจของเอเปค(ABAC) มาพิจารณาร่วมในการประชุมต่างๆ ด้วย เพื่อให้กลไกการทำงานของเอเปคตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจมากที่สุด โดยผลการประชุมทั้งหมดจะนำไปรายงานต่อที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสในวันที่ 24-25 กุมภาพันธ์ต่อไป

นายธานีกล่าวด้วยว่า การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค นับเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการทำงานของเอเปค จะจัดขึ้นทั้งหมด 4 ครั้ง ตลอดปี เพื่อนำผลการหารือไปจัดทำเป็นผลลัพธ์การประชุมระดับรัฐมนตรีและระดับผู้นำต่อไป  
ทั้งนี้ไทยมุ่งเน้นที่จะผลักดันผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในการเป็นเจ้าภาพเอเปค ตามหัวข้อหลักเปิดกว้างสร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกัน สู่สมดุล หรือ Open. Connect. Balance. โดยเปิดประเด็นการหารือต่อไปนี้
Open คือการขับเคลื่อนการหารือเรื่องเขตการค้าเสรีในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Free Trade Area of the Asia-Pacific: FTAAP) ในยุคหลังโควิด-19

Connect คือการส่งเสริมความเชื่อมโยงในเอเปค โดยเฉพาะการส่งเสริมการอำนวยความสะดวกการเดินทางข้ามแดน ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่ออำนวยความสะดวกและรื้อฟื้นการเดินทางข้ามพรมแดนในภูมิภาคอย่างปลอดภัยและไร้รอยต่อ ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งเป็นคณะทำงานที่ตั้งขึ้นโดยเฉพาะภายใต้การเป็นเจ้าภาพเอเปคของไทย

Balance คือการนำโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพเศรษฐกิจหมุนเวียนเศรษฐกิจ สีเขียว (BCG) มาเป็นแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในเอเปค โดยไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการหารือเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมโมเดลเศรษฐกิจ BCG ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดำเนินการเรื่อง BCG ร่วมกับเขตเศรษฐกิจสมาชิกเอเปคโดยเน้น 3 สาขา คือ 1.การเกษตรและระบบอาหาร 2.พลังงาน และ 3.การบริหารจัดการทรัพยากร 

นายธานีกล่าวว่า ในภาพรวม การขับเคลื่อนความร่วมมือต่างๆ เหล่านี้ จะส่งผลให้ประชาชนและภาคธุรกิจของไทยได้ประโยชน์ อาทิ จากการเดินทางข้ามพรมแดนที่สะดวกยิ่งขึ้น การเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างเท่าเทียมและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุน นวัตกรรมทางดิจิทัล (digital innovation) การพัฒนาศักยภาพและขยายโอกาสของ MSMEs และการสร้างเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทน