โควิดพุ่งทำฮ่องกงทรุด ผู้ป่วยนอนนอก รพ. คนเข้ารักษา 90% ของเตียง

โควิดพุ่งทำฮ่องกงทรุด ผู้ป่วยนอนนอก รพ. คนเข้ารักษา 90% ของเตียง

การแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของไวรัสโควิดกลายพันธุ์โอมิครอน ทำให้จำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลของฮ่องกงเพิ่มขึ้นถึง 90% ของจำนวนเตียงที่มีในโรงพยาบาลทั้งหมด ขณะที่สถานที่สำหรับการกักบริเวณก็มีผู้เข้าไปใช้บริการจนเต็มความจุในการรองรับแล้วเช่นกัน

หน่วยงานที่กำกับดูแลโรงพยาบาลของฮ่องกงได้ร้องขอความช่วยเหลือจากบุคลากรทางการแพทย์ โดยขอให้แพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนช่วยรักษาผู้ป่วยในสถานกักตัวของรัฐบาล เนื่องจากขณะนี้โรงพยาบาลของรัฐประสบกับภาวะวิกฤต เพราะหากยังคงมีคนไข้จำนวนมากที่ต้องรออยู่ด้านนอกโรงพยาบาล ไม่ว่าแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐจะทำงานหนักเท่าไหร่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังร้องขอให้ผู้คนหลีกเลี่ยงการเดินทางออกนอกบ้านพัก และหลีกเลี่ยงการรวมตัวกันเป็นการส่วนตัว โดยระบุว่าต้องมีความพยายามในทุกด้านเพื่อช่วยผ่อนเบาภาระที่จะเกิดขึ้นกับระบบสาธารณสุขและโรงพยาบาลในฮ่องกง ขณะที่เจ้าหน้าที่กล่าวว่าจะต้องหันมาใช้มาตรการใหม่ในการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลรวมถึงการกำหนดนโยบายในการกักตัว เพื่อเปิดทางให้ผู้คนสามารถกลับไปบ้านได้เร็วขึ้น

รายงานข่าวดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางข่าวที่ว่าขณะนี้ผู้ป่วยจากโควิด-19 หลายคนต้องเข้ารับการรักษาตัวบนเตียงผู้ป่วยที่ถูกวางไว้นอกโรงพยาบาลในพื้นที่ซัมซุยโป ซึ่งเป็นย่านพักอาศัยของผู้ใช้แรงงานเนื่องจากถือเป็นย่านที่ราคาค่าครองชีพแทบทุกอย่างถูกที่สุดในฮ่องกง

ล่าสุด เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา ฮ่องกงมีรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น 6,116 คน ทั้งนี้ ตามข้อบังคับที่มีอยู่ในปัจจุบันทุกคนในฮ่องกงที่พบว่าติดโควิด-19 จะต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล หรือเข้าไปอยู่ในสถานที่กักบริเวณที่ชุมชนจัดไว้ให้

ขณะที่กฎที่คาดว่าจะนำมาใช้ใหม่ ผู้ที่ติดเชื้อแต่มีอาการเพียงเล็กน้อยในโรงพยาบาล หรือในสถานที่กักบริเวณของรัฐ จะได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับบ้านหลังจาก 7 วัน หากพวกเขาตรวจพบเชื้อเป็นลบ และต้องไม่อาศัยกับผู้ใดที่ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง อาทิ คนชรา สตรีมีครรภ์ หรือผู้ที่มีปัญหาภูมิคุ้มกันบกพร่อง ส่วนผู้ที่ไม่เข้าข่ายกฎเกณฑ์ใหม่จะยังคงต้องกักตัวเป็นเวลา 14 วัน หรือรอจนกว่าจะตรวจพบเชื้อเป็นลบเท่านั้น

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon