เลขาธิการ MWL ชื่นชมไทย ชูเป็นตัวอย่างสังคมพหุวัฒนธรรม

22.02.22 | 05:26 น.

เลขาธิการ MWL ชื่นชมไทย
ชูเป็นตัวอย่างสังคมพหุวัฒนธรรม

ดร. มุฮัมมัด บิน อับดุลกะรีม อัลอีซา เลขาธิการองค์การสันนิบาตมุสลิมโลก (MWL) เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจเยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 14-18 กุมภาพันธ์ ในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ โดยภารกิจสำคัญคือการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและการสร้างความเข้าใจ รวมถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุวัฒนธรรมทั้งกับผู้นำศาสนา ผู้บริหารภาครัฐ ชุมชนชาวมุสลิม ไปจนถึงนักวิชาการ

หนึ่งในภารกิจที่น่าสนใจยิ่งคือการเข้าเฝ้า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ซึ่งสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราชได้เผยแพร่รายละเอียดของพระราชกรณียกิจดังกล่าวที่มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง

สมเด็จพระสังฆราช มีพระดำรัสสรุปความว่า การพบปะกันครั้งนี้ถือว่าเป็นการพบกันของเพื่อน ซึ่งล้วนควรมีความปรารถนาดีต่อกัน อันจะยังให้เกิดสันติสุขในหมู่มวลมนุษยชาติ พร้อมทั้งมีรับสั่งเล่าประทานว่าภายในบริเวณวัดราชบพิธเคยเป็นที่ตั้งของโรงเรียนวัดราชบพิธ ซึ่งมีนักเรียนผู้นับถือศาสนาต่างๆ ทุกศาสนามาใช้เล่าเรียนและพำนัก ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธศาสนา ศาสนาอิสลาม หรือศาสนาคริสต์ ต่างได้มาศึกษาร่วมกัน เรียนรู้วิถีชีวิตของกันและกัน แม้ในอดีตชุมชนใกล้เคียงกันกับวัดราชบพิธก็มีชาวมุสลิมอาศัยร่วมอยู่ด้วย การอยู่ร่วมกันของศาสนิกชนต่างศาสนาในสังคมไทยจึงดำเนินไปโดยสงบสุขเป็นปรกติ

ทรงเล่าประทานว่า คนไทยคุ้นเคยกับวัฒนธรรมประเพณีของศาสนาอิสลามมานานแล้วอย่างน้อยตั้งแต่สมัยอยุธยา ซึ่งมีชาวมุสลิมจากตะวันออกกลางเข้ามาค้าขายหรือรับราชการในเมืองไทย มีผู้สืบเชื้อสายมาจนถึงทุกวันนี้ เป็นสกุลใหญ่ซึ่งเป็นที่รู้จักกว้างขวาง ในส่วนพระองค์เคยเสด็จไปจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งมีประชากรคนไทยผู้นับถือศาสนาอิสลามอยู่เป็นจำนวนมาก ทรงสังเกตว่าทั้งชาวพุทธและชาวมุสลิม ต่างใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสงบสันติตามหลักศาสนา ยามที่ชาวมุสลิมมีการงานประเพณีใด ชาวพุทธก็นำสิ่งของไปช่วยงาน ในขณะที่ถ้าชาวพุทธมีการงานประเพณีใด ชาวมุสลิมก็นำสิ่งของมาช่วยงานเช่นเดียวกัน ทรงสามารถยืนยันได้เพราะได้เคยทอดพระเนตรเห็นประจักษ์มาด้วยพระองค์เอง ทั้งนี้ พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์มีพระบรมราชปณิธานที่จะพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์บำรุงทุกศาสนา พระบรมราโชบายเช่นนี้จึงทำให้เมืองไทยร่มเย็นด้วยสามัคคีธรรมเสมอมา

Advertisement

เลขาธิการ MWL กราบทูลแสดงความปีติยินดีและสนองพระดำรัสว่า ตนรับทราบเรื่องราวดังกล่าวด้วยความซาบซึ้ง รู้สึกยินดียิ่งที่สังคมไทยเป็นสังคมที่อยู่ร่วมกันโดยสันติ ทั้งขอชื่นชมบทบาทของผู้นำศาสนาที่ธำรงไว้ซึ่งความกลมเกลียวใกล้ชิดกันอย่างนี้เสมอ บรรยากาศการที่ได้มาเฝ้าในวันนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีของการอยู่ร่วมกันและการทำงานร่วมกัน ถ้าตราบใดเมืองไทยยังมีบุคคลอย่างเช่นสมเด็จสังฆราชทรงเป็นแบบอย่าง ตราบนั้นย่อมจะมีแต่ความสงบสุข

นอกจากนี้ ยังกราบทูลถวายคำยืนยันว่า บุคคลใดยุยงให้ผู้คนในสังคมรู้สึกแตกแยกบาดหมางกันโดยอ้างความแตกต่างกันทางศาสนา บุคคลนั้นไม่ได้ชื่อว่าเป็นมุสลิมที่แท้จริง หากทุกคนยังยึดมั่นในหลักศาสนา ประเทศไทยจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ในที่สุด เพราะการก่อให้เกิดความร้าวฉานนั้นเป็นความชั่วร้ายที่ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นตัวแทนของศาสนาใดๆ ในโลก ผู้ที่กระทำการเช่นนั้นต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของเขาเอง

เลขาธิการ MWL กราบทูลต่อไปว่า ตนได้ทราบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในงานเมาลิดกลางอยู่เสมอ แสดงถึงน้ำพระราชหฤทัยอันประเสริฐต่อทุกศาสนิกชน เป็นที่ชื่นชมของมุสลิมทั่วโลก ครั้นได้มาเฝ้าและรับฟังพระดำรัสอันเปี่ยมด้วยปรัชญาแห่งความดีจากสมเด็จพระสังฆราช ยิ่งทำให้รู้สึกปีติ และจะขอนำเรื่องราวที่ได้พบเห็นเหล่านี้ไปแจ้งแก่ทุกภาคส่วนให้ได้ทราบ เพื่อผดุงสันติภาพและสร้างสรรค์ความเข้าใจซึ่งกันและกันต่อไป

ดร.มุฮัมมัดยังได้เข้าเยี่ยมคารวะ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งแสดงความชื่นชมความเป็นผู้นำทางศาสนาและสนับสนุนแนวทางอิสลามสายกลางของซาอุดีอาระเบีย รวมถึงการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างศาสนิกชนต่างศาสนา และยินดีที่เลขาธิการ MWL ให้ความสนใจในความเป็นพหุสังคมของไทย ที่ประกอบไปด้วยผู้คนต่างศาสนาที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ โดยไทยพร้อมสนับสนุนภารกิจของ MWL เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมตามหลักของศาสนาอิสลาม และเป็นสะพานในการพูดคุยระหว่างผู้คนที่หลากหลายที่จะนำมาซึ่งสันติภาพ ความยุติธรรมและการอยู่ร่วมกัน จึงหวังว่าการเยือนครั้งนี้จะช่วยนำมาซึ่งความแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับโลกมุสลิม

ด้านเลขาธิการ MWL กล่าวว่า การเยือนไทยในครั้งจะช่วยเสริมสร้างและขยายเครือข่ายความร่วมมือกับประเทศไทยและส่งเสริมปฏิสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ระหว่างผู้คนที่มีประเพณีทางศาสนาที่ต่างกัน ก่อนที่จะเดินทางมาได้ศึกษาประวัติและเห็นถึงความเข้มแข็งของสังคมไทย และเป็นหนึ่งในความสนใจในการเดินทางเยือนประเทศไทย พร้อมเห็นว่าประเทศไทยมีจุดแข็งและมีลักษณะที่น่าชื่นชมคือ การมีปฏิสัมพันธ์ที่หลากหลายของสังคมพหุวัฒนธรรม ไม่ปรากฏข้อขัดแย้ง ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐาน 3 ประการ ได้แก่ การอบรมในระดับครอบครัว ระดับศาสนาและศีลธรรม และในระดับสถานบันการศึกษา ทำให้สังคมไทยน่าชื่นชม และเป็นตัวอย่างที่ดีในการอยู่อย่างปรองดองของพหุวัฒนธรรม โอกาสนี้ทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยแลกเปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์ เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ของไทยด้วย

ดร.มุฮัมมัดยังได้พบและหารือกับ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งดร.มุฮัมมัดย้ำว่าประเทศไทยถือเป็นตัวอย่างของสังคมพหุวัฒธรรมที่ประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างสันติตามที่เคยได้ยินมานาน รวมทั้งชื่นชมนโยบายของรัฐบาลไทยในการสร้างปฏิสัมพันธ์ เสรีภาพและความปรองดองในสังคม และได้ประจักษ์หลังการเดินทางเยือนว่าประชาชนไทยทุกเชื้อชาติและศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียว โดยมีความเคารพกฎหมายบ้านเมือง มีจิตสำนึกในการแบ่งปัน ซึ่งล้วนต้องอาศัยการปลูกฝังอย่างยาวนาน ถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จของรัฐบาลที่จะขอนำไปศึกษาและปรับใช้เป็นแบบอย่างสำหรับ MWL ในการส่งเสริมสันติภาพและความปรองดองในประเทศและเวทีระหว่างประเทศอื่นๆ ต่อไป

ดร.มุฮัมมัดยังได้เข้าเยี่ยมคาราวะ นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี และพบปะกับคณะกรรมการกลางอิสลามรวมถึงพี่น้องมุสลิม ณ หอประชุมศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติ หนองจอก และได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ความเอื้ออาทรระหว่างศาสนากับการสร้างสัมพันธภาพ” โดยว่า ความเอื้ออาทรระหว่างศาสนากับการสร้างสัมพันธภาพที่ดีมีส่วนสัมพันธ์และช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จะทำให้คนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข สงบสุข และเน้นย้ำให้พี่น้องชาวมุสลิมเปิดใจยอมรับความแตกต่งในการนับถือศาสนา เพื่อเป็นสะพานในการสร้างความสมานฉันท์ การพูดคุย และสร้างความเอื้ออาทรระหว่างศาสนา ที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในการอยู่ร่วมกัน เพื่อให้ทุกคนอยู่กันอย่างมีความสุข แม้จะนับถือศาสนาที่แตกต่างกันก็ตาม พร้อมชื่นชมประเทศไทยและยกให้เป็นต้นแบบและตัวอย่างที่ดีของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุวัฒนธรรม

นอกจากนี้ ดร.มุฮัมมัดยังได้กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ความสำคัญของพันธมิตรหลากหลายอารยธรรม” โดยเน้นย้ำถึงการสร้างความเชื่อมโยงทางอารยธรรมที่แม้จะมีความแตกต่างแต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติผ่านการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการแก้ปัญหาเรื่องความขัดแย้งและความรุนแรง

ภารกิจของเลขาธิการ MWL ในการเยือนไทยครั้งนี้ถือเป็นการสานเสวนาอันทรงคุณค่าและเปี่ยมด้วยความหมาย ทั้งยังสะท้อนถึงแนวคิดของมุสลิมที่แท้จริง ที่ไม่เคยนำเอาความแตกต่างทางศาสนามาเป็นข้ออ้างในการสร้างความแตกแยกอีกด้วย