ผลการศึกษาวิจัยตีพิมพ์ลงในวารสาร “อเมริกัน เจอร์นัล ออฟ พรีเวนทีฟ เมดิซิน” เผยแพร่เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา พบว่าบริษัทเครื่องดื่มน้ำดำยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง “โคคา-โคล่า” และ “เป๊ปซี่” นั้นแม้จะให้เงินสนับสนุนองค์กรด้านสาธารณสุขเพื่อสุขภาพของประชาชนเป็นจำนวนมาก แต่ทั้่งสองบริษัทก็ดำเนินการอย่างเงียบๆในการต่อต้านมาตรการต่อสู้กับโรคอ้วน เช่นการคัดค้านการออกกฎหมายเก็บภาษีเครื่องดื่มเป็นต้น
ผลการศึกษาพบว่า เมื่อปี 2554 ถึง 2558 “โคคา-โคล่า” และ “เป๊ปซี่” ให้การสนับสนุนด้านเงินทุนกับองค์กรสาธารณสุขที่ต่อสู้กับปัญหาสุขภาพของประชาชนอย่างโรคอ้วน โรคเบาหวานและโรคหัวใจ แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน บริษัทเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่ทั้งสองต่างดำเนินการล็อบบี้เพื่อต่อต้านร่างกฎหมายเพื่อสุขภาพประชาชนซึ่งมีเป้าหมายที่จะลดปริมาณการบริโภคน้ำอัดลม หรือปรับปรุงคุณค่าโภชนาการมากขึ้น จำนวน 29 ฉบับ
เดเนียล อารอน และไมเคิล ซีเกล จากมหาวิทยาลัยบอสตัน ระบุว่า บริษัท้องสองล็อบบี้เพื่อต่อต้านการแทรกแทรงทางสาธารณสุข คิดเป็นสัดส่วน 97 เปอร์เซ็นต์ร่างกฎหมายทั้งหมด พร้อมทั้งตั้งคำถามถึงพันธกรณีในการปรับปรุงสุขภาพของประชาชนที่ทั้งสองบริษัทมีต่อสังคม
พร้อมทั้งเตือนว่า ด้วยการรับเงินสนับสนุนจากบริษัทเหล่านี้ กลุ่มองค์กรเพื่อสุขภาพต่างตกอยู่ในแผนทางธุรกิจของบริษัทเหล่านี้โดยไม่ตั้งใจ
ผลการศึกษาระบุด้วยว่า ผู้รับเงินสนับสนุนส่วนใหญ่เป็นองค์กรเอกชน ขณะที่บางส่วนเป็นหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐ เช่น ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (ซีดีซี)ของสหรัฐ
รายงานระบุว่า การสนับสนุนเงินทุนนั้นเพิ่มขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของการรณรงค์ด้านสุขภาพที่เชื่อมโยงเครื่องดืมน้ำอัดลมกับระดับโรคอ้วนที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อเนื่องไปยังโรคเบาหวานที่มากขึ้นตามไปด้วย
โคคา-โคล่า เปิดเผยเมื่อเร็วๆนี้ว่า บริษัทได้ใช้เงินกว่า 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่ปี 2553 ในการสนับสนุนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เป็นหุ้นส่วนขององค์กรที่ต่อสู้กับโรคอ้วน รวมไปถึงใช้เงินไปในการล็อบบี้ด้วย
ขณะที่ข้อมูลจากศูนย์การตอบสนองทางการเมือง องค์กรไม่แสวงผลกำไรระบุว่า เป๊ปซี่ ใช้เงินเฉลี่ยราว 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีไปกับการวิ่งเต้นล็อบบี้ นับตั้งแต่ปี 2554

