หน้าแรก ต่างประเทศ โลกตะวันตก สว...

โลกตะวันตก สวิฟต์ (SWIFT) คว่ำบาตรรัสเซีย

1.03.22 | 07:06 น.

โลกตะวันตก สวิฟต์ (SWIFT) คว่ำบาตรรัสเซีย

หลังจากที่ประเทศรัสเซียได้เริ่มปฏิบัติการทางทหารต่อยูเครน จากปัญหาความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ สร้างความไม่พอใจกับกลุ่มประเทศโลกตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป (อียู) เป็นต้น ทำให้มีการคว่ำบาตรประเทศรัสเซียเข้มข้นอีก ทั้งด้านการเมือง และด้านเศรษฐกิจ โดยการคว่ำบาตรสำคัญคือ ตัดการเชื่อมต่อของธนาคารรัสเซียจำนวนหนึ่งออกจากเครือข่ายการโอนเงิน การชำระเงินข้ามประเทศ หรือที่เรียกกันว่า สวิฟต์ (SWIFT) เพื่อให้รัสเซียโดดเดี่ยวจากระบบการเงินโลก

สวิฟต์ (SWIFT) ย่อมาจาก Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication หรือแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “สมาคมโทรคมนาคมทางการเงินระหว่างธนาคาร” ก่อตั้งขึ้นมาในปี 2516 โดยธนาคารของยุโรปและสหรัฐหลายแห่งที่ไม่ต้องการให้สถาบันแห่งใดแห่งหนึ่งพัฒนาระบบของตัวเองขึ้นมาและผูกขาด

ทั้งนี้ สวิฟต์เป็นระบบการสื่อสารที่ทำให้มีการโอนเงิน การชำระเงินข้ามประเทศ ที่มีความรวดเร็วและราบรื่น โดยมีการเชื่อมต่อธนาคารและสถาบันต่างๆ 11,000 แห่ง ในกว่า 200 ประเทศทั่วโลก มีการส่งข้อความมากกว่า 40 ล้านข้อความต่อวัน มูลค่าธุรกรรมคิดเป็นจำนวนหน่วยกว่าล้านล้านเหรียญสหรัฐ มีการคาดว่าจำนวนข้อความประมาณ 1% จากจำนวนทั้งหมดมาจากชาวรัสเซีย

ปัจจุบันเครือข่ายสวิฟต์มีธนาคารและสถาบันการเงินเป็นเจ้าของร่วมกันมากกว่า 2,000 แห่ง โดยธนาคารแห่งชาติของเบลเยียมได้ร่วมมือกับธนาคารกลางที่สำคัญหลายแห่งทั่วโลก รวมถึงธนาคารกลางสหรัฐและธนาคารกลางอังกฤษ

รศ.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นว่า ในที่สุดชาติตะวันตกกันสถาบันการเงินรัสเซียออกจากระบบสวิฟต์ หลังจากลังเลในการตัดสินใจเพราะเกรงผลกระทบต่อสถาบันการเงินในยุโรปบางประเทศ การไล่รัสเซียออกจากระบบสวิฟต์น่าจะมีผลเสียต่อเศรษฐกิจรัสเซีย จากการที่รัสเซียต้องพึ่งพารายได้เป็นเงินตราต่างประเทศจากการขายน้ำมันและพลังงานมากกว่า 40% ของงบประมาณ และคิดเป็น 60% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด

Advertisement

หากรัสเซียไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินในระบบสวิฟต์ได้ ย่อมส่งผลต่อการชะงักงันของการส่งออกและกระทบรายได้จำนวนมาก คาดว่าจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของรัสเซียลดลงไม่ต่ำกว่า 5% ภายในหนึ่งปี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 85,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเทียบเป็นเงินบาทเท่ากับ 2.72 ล้านล้านบาท โดยจีดีพีของรัสเซียมีมูลค่าอยู่ที่ 1.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 12 ของโลก

นอกจากนี้ การคว่ำบาตรดังกล่าวย่อมส่งผลต่อตลาดการเงินโลก และสถาบันการเงินบางแห่ง จะทำให้ต้นทุนในการทำธุรกรรมเพิ่มสูงขึ้น และทำให้รัสเซียไม่สามารถส่งออกน้ำมันและพลังงานสู่ตลาดโลกได้ตามปกติ ย่อมส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อไป

อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวไม่ได้ทำแบบเบ็ดเสร็จ เป็นการตัดการเชื่อมต่อของธนาคารรัสเซียจำนวนหนึ่ง เพราะจะกระทบต่อบริษัทพลังงานในเยอรมนีค่อนข้างมาก ขณะที่สถาบันการเงินในเยอรมนีและสหรัฐที่ใช้ระบบสวิฟต์สื่อสารและทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินในรัสเซียจะได้รับผลกระทบอย่างมากไปด้วย

รศ.อนุสรณ์กล่าวว่า มาตรการสวิฟต์ไม่น่าส่งผลต่อรัฐบาลปูตินในทางการเมืองหรือการทหารมากนัก เพราะทางรัสเซียอาจจะไปใช้ระบบ Chinas Cross-Border Inter-Bank Payment System หรือระบบการชำระเงินระหว่างธนาคารข้ามพรมแดนของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และคริปโทเคอร์เรนซีแทน อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ไม่สามารถทดแทนระบบสวิฟต์ได้ โดยรัสเซียไม่ได้เป็นประเทศแรกที่โดนชาติตะวันตกคว่ำบาตรด้วยมาตรการสวิฟต์ ประเทศอิหร่านเคยโดนมาก่อน ทำให้การค้าต่างประเทศของอิหร่านหายไปกว่า 30% นำมาสู่การที่อิหร่านยอมเข้าสู่การเจรจากับชาติตะวันตกเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ใน 2-3 ปีต่อมา เพราะไม่สามารถทนต่อการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจได้

มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจก่อนหน้านี้ ทั้งการปิดกั้นไม่ให้รัสเซียเข้าถึงเทคโนโลยี และตลาดการเงินของชาติตะวันตก การยึดทรัพย์สินของกลุ่มผู้นำรัสเซียที่ใกล้ชิดประธานาธิบดีวลาดิมีร์ วลาดีมีโรวิช ปูติน และการควบคุมการส่งออกสินค้าบางประเภทไปยังรัสเซีย มาตรการเหล่านี้ส่งผลต่อแรงกดดันทางการเมืองและทางการทหารมากกว่ามาตรการการปิดกั้นสวิฟต์ จะได้เห็นสงครามแบบผสมผสาน หรือ Hybrid Warfare ในสงครามรัสเซียยูเครนครั้งนี้ มาตรการทางเศรษฐกิจ มาตรการการเงิน มาตรการโจรกรรมทางไซเบอร์ ที่สร้างความปั่นป่วนในระบบการสื่อสารโทรคมนาคม ความระส่ำระสายในระบบสถาบันการเงินและระบบการชำระเงินจะถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่

การใช้ “มาตรการทางเศรษฐกิจ” และ “มาตรการการเงิน” มาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือในการทำสงครามจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกโดยภาพรวมด้วยนอกเหนือจากประเทศคู่ความขัดแย้งแห่งสงคราม การปฏิบัติการข่าวสาร และปฏิบัติการทางจิตวิทยาอย่างมากมาย มีการสร้างข่าวปลอม ส่งผลต่อความผันผวนในตลาดการเงินมากยิ่งขึ้น

รศ.อนุสรณ์ยังมองอีกว่า คริปโทเคอร์เรนซีจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นเพื่อการโอนเงินและการชำระเงินระหว่างประเทศในสงครามรัสเซียยูเครน เนื่องจากคริปโทมีลักษณะของการเงินแบบกระจายศูนย์ ไม่มีศูนย์กลางควบคุม จึงถูกใช้เพื่อรับมือการคว่ำบาตรทางการเงินและเศรษฐกิจของชาติตะวันตกต่อรัสเซียและการระดมทุนเพื่อสนับสนุนการเงินให้กองทัพยูเครน อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงในการเกิดฟองสบู่คริปโทแตก เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อุปสงค์ต่อคริปโทของรัสเซียและยูเครนไม่เพียงพอต่อการประคับประคองราคาที่ทรุดตัวลงอย่างรุนแรงในสถานการณ์สงครามเช่นนี้ คริปโทที่ได้รับความนิยมจะเป็นสเตเบิลคอยน์ (Stablecoin) ที่ผูกกับเงินดอลลาร์สหรัฐ

ประชาชนในยูเครนจะถือสเตเบิลคอยน์มากกว่าเงินสด เนื่องจากมีความปลอดภัยกว่า