จับตารัสเซียเปลี่ยนเทคนิครบ หลังปฏิบัติการภาคพื้นดินไม่คืบ คาดหันเน้นทิ้งระเบิดก่อนบุกซ้ำ
การบุกยูเครนของรัสเซียเข้าสู่วันที่ 7 แล้วในวันนี้ แต่ดูเหมือนว่าปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียจะไม่รวดเร็วดังตั้งใจ และรัสเซียยังไม่สามารถยึดเมืองใดๆ ของยูเครนไว้ได้แม้แต่เมืองเดียว และเผชิญกับการต่อต้านที่เกินกว่าความคาดหมาย ขณะที่สหรัฐและชาติตะวันตกระบุว่ารัสเซียกำลังปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการรุกรานด้วยการหันไปใช้การโจมตีทางอากาศมากขึ้น
ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าขบวนรถของกองทัพรัสเซียซึ่งยาวกว่า 65 กิโลเมตร กำลังมุ่งหน้าเข้าไปยังกรุงเคียฟ โดยอยู่ห่างจากใจกลางกรุงเคียฟเพียง 27 กิโลเมตร อย่างไรก็ดีเจ้าหน้าที่สหรัฐระบุว่า ขบวนรถดังกล่าวของกองทัพรัสเซียไม่ได้มีการเคลื่อนไหวใดๆ ใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากปัญหาด้านโลจิสติกส์ การขาดแคลนเชื้อเพลิงและอาหาร รวมถึงการหยุดการเคลื่อนไหวเพื่อประเมินกลยุทธ์ที่จะใช้ในการดำเนินการใหม่
นายไมเคิล คอฟแมน ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารของรัสเซียจากศูนย์วิลสัน ในกรุงวอชิงตัน ระบุว่า เมื่อดูปฏิบัติการของรัสเซียจนถึงตอนนี้ พวกเขากำลังประสบปัญหาอย่างมากกับการขนส่งและการสื่อสาร ขณะที่ความพยายามทั้งหมดดูเหมือนจะไม่ราบรื่นเท่าใดนัก
นักวิเคราะห์ทางทหารชาวตะวันตกหลายคนกำลังหวั่นกลัวว่า รัสเซียจะหันกลับไปใช้ยุทธวิธีรบด้วยการทิ้งระเบิดทำลายล้าง ก่อนที่จะส่งทหารบุกเข้าไป
ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐที่ไม่เปิดเผยชื่อกล่าวว่า เหตุผลหนึ่งที่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะหยุดชะงักอยู่ทางเหนือของกรุงเคียฟ ก็คือรัสเซียกำลังจัดกลุ่มใหม่ เปลี่ยนความคิดใหม่ และพยายามปรับมันให้เข้ากับความท้าทายที่พวกเขาเผชิญ
สหรัฐอ้างด้วยว่าสิ่งที่ทำให้รัสเซียประหลาดใจไม่ได้เป็นเพียงจากระดับการต่อต้านของยูเครนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงขวัญกำลังใจที่ย่ำแย่ในหมู่กองกำลังรัสเซียเอง เพราะทหารรัสเซียบางคนก็ยอมจำนนโดยไม่ทำการต่อสู้ใดๆ ทั้งนี้ไม่ได้มีการแสดงหลักฐานเพื่อประกอบการกล่าวอ้างแต่อย่างใด
ด้านนายเซอร์เก ชอยกู รัฐมนตรีกลาโหมของรัสเซีย ยืนยันว่า ปฏิบัติการพิเศษทางทหารจะดำเนินต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย ซึ่งก็คือสิ่งที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ให้นิยามว่าเป็นการปลดอาวุธยูเครน และจับกุม “นีโอ-นาซี” ที่กำลังบริหารประเทศ
ทั้งนี้ รัสเซียอ้างว่าสามารถล้อมชายฝั่งรอบทะเลอาซอฟทางตอนใต้ของยูเครนไว้ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ซึ่งหากข่าวดังกล่าวได้รับการยืนยันว่าเป็นความจริง ก็หมายความว่ากองกำลังรัสเซียที่บุกเข้ามาจากแหลมไครเมียได้สนธิกำลังกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนทางตะวันออก และตัดการติดต่อของท่าเรือมารีอูปอล ซึ่งเป็นท่าเรือหลักทางตะวันออกของยูเครนได้แล้ว

