
สถานทูตไทยในโปแลนด์เผยช่วยคนไทยกลับบ้านอีก 61 คน เตรียมออกยูเครน 26 คน
เมื่อวันที่ 4 มีนาคม สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ ได้รายงานความคืบหน้าในการช่วยเหลือชาวไทยออกจากยูเครนและการเดินทางกลับไทย ผ่านเฟซบุ๊กของสถานเอกอัครราชทูตไว้ดังนี้
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอร์ซอ ขอรายงานความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยในยูเครนในสถานการณ์ฉุกเฉิน (สถานะวันที่ 3 มีนาคม 2565 เวลา 22.00 น.) ดังนี้
1. กำหนดการเดินทางกลับประเทศไทยของคนไทยจากยูเครน
1.1 คณะคนไทยชุดที่ 4 จำนวน 16 คนจะเดินทางโดยเครื่องบินออกจากกรุงบูคาเรสต์ในวันที่ 4 มีนาคม 2565 และมีกำหนดถึงประเทศไทยในวันที่ 5 มีนาคม 2565 โดยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG971 เวลา 06.50 น.
1.2 คณะคนไทยชุดที่ 5 จำนวน 45 คน จะเดินทางโดยเครื่องบินออกจากกรุงวอร์ซอในวันที่ 4 มีนาคม 2565 และมีกำหนดถึงประเทศไทยในวันที่ 5 มีนาคม 2565 โดยสายการบินเอมิเรตส์ เที่ยวบินที่ EK384 เวลา 12.05 น.
2. การช่วยเหลือคนไทยและแผนอพยพคนไทยออกจากยูเครน (วันที่ 3 มีนาคม 2565)
2.1 สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ช่วยเหลือให้คนไทยจำนวน 6 คนออกมาจากเมืองมิโคลาอีฟ (Mykolayiv) ได้แล้วและนำไปพักรอที่เมืองโอเดซา โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูคาเรสต์จะรับช่วงต่อในการนำคนไทยกลุ่มนี้ พร้อมด้วยคนไทยอีก 6 คนในเมืองโอเดซาที่เปลี่ยนใจจะเดินทางกลับไทย เดินทางเข้าประเทศโรมาเนียในวันพรุ่งนี้

2. สถานเอกอัครราชทูตฯ จะนำคนไทยที่เข้าพักที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือคนไทย เมืองลวิฟ เพิ่มเติมอีก 14 คน ข้ามแดนเข้าประเทศโปแลนด์ในวันพรุ่งนี้และรอการเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 6 มีนาคม 2565
ทั้งนี้ จากตัวเลขจำนวนคนไทยในยูเครนทั้งหมด 256 คน สามารถช่วยให้คนไทยอพยพออกมาจากยูเครนแล้ว 203 คน และรอการอพยพในวันที่ 4 มีนาคม 2565 อีก 26 คน โดยจะเหลือคนไทยที่ต้องการอพยพเพียง 1 คน ซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองเซเบโรโดเนส (Severodonetsk) แต่ยังไม่สามารถเดินทางออกมาได้เพราะสถานการณ์ยังไม่ปลอดภัย
3. นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ให้ความร่วมมือแก่สถานเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำประเทศโปแลนด์ในการอพยพชาวฟิลิปปินส์ จำนวน 15 คน ออกจากประเทศยูเครนไปยังกรุงวอร์ซอเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2565 ซึ่งเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ ณ กรุงวอร์ซอ ได้แสดงความขอบคุณเอกอัครราชทูตไทยและสถานเอกอัครราชทูตฯ สำหรับความช่วยเหลือในครั้งนี้ โดยเอกอัครราชทูตทั้งสองเห็นว่า ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของครอบครัวอาเซียนทั้งในยามปกติและยามวิกฤติ


