ท่ามกลางการเผชิญหน้าระหว่างรัสเซียกับยูเครน และความหวาดกลัวว่าสถานการณ์จะบานปลายจนเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 ในที่สุดนั้น พม่าเป็นประเทศนึ่งที่น่าจับตามอง ในขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียนมีท่าที “กลางๆ” กับสถานการณ์นี้ อาจจะยกเว้นไว้เพียงสิงคโปร์ที่โน้มเอียงไปทางมติของโลกตะวันตก ที่มุ่งประณามรัสเซียและสนับสนุนยูเครนอย่างเต็มที่
หลายคนมองว่าวิกฤตในยูเครนเป็นเรื่องไกลตัว แต่ในความเป็นจริง ด้วยความที่รัสเซียเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ และยังมีเม็ดเงินจากบริษัทต่างชาติที่เข้าไปลงทุนในรัสเซียมหาศาล ด้วยความที่เป็นประเทศขนาดใหญ่ มีประชากรมาก และยังเป็นหนึ่งในสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ด้านยูเครน แม้จะเป็นประเทศขนาดเล็กกว่ารัสเซียมาก แต่ก็เป็นแหล่งส่งออกข้าวสาลีเบอร์ต้นๆ ของโลก ถ้าจะกล่าวว่าวิกฤตครานี้ไม่มีผลกระทบกับไทยและอาเซียนเลยก็คงจะไม่ถูกต้องนัก ผ่านไปไม่ถึงเดือน เราทุกคนคงสัมผัสได้ถึงแรงกระเพื่อมแล้วไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากราคาน้ำมัน ราคาทอง ความผันผวนของตลาดหุ้น ฯลฯ
แต่ถ้าจะถามถึงประเทศในอาเซียน ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับสงครามรัสเซีย-ยูเครนมากที่สุด ก็หนีไม่พ้นพม่า ในคอลัมน์ “ไทยพบพม่า” นี้ ผู้เขียนเคยอธิบายความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างกองทัพพม่ากับกองทัพรัสเซียไปแล้วหลายครั้ง ความสัมพันธ์พิเศษนี้มาจากสถานการณ์เป็นผู้ขายและผู้ซื้ออาวุธ และในบรรยากาศการเมืองโลก ที่ประเทศส่วนใหญ่ล้วนเข้าข้าง “ผู้ถูกกระทำ” อย่างยูเครน และเลือกจะประณามกับกดดันรัสเซียในทุกๆ ด้าน กองทัพพม่าและคณะรัฐประหารเลือกอยู่ข้างรัสเซีย และสนับสนุนการรุกรานยูเครนแบบเต็มสูบ
ในการให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุ Voice of America (VOA) ภาคภาษาพม่า พลเอก ซอ มิน ทุน (Zaw Min Tun) โฆษกคณะรัฐประหาร กล่าวว่า “ประการแรก รัสเซียบุกยูเครนเพื่อรักษาอำนาจอธิปไตยของตนเอง ซึ่งผม (ซอ มิน ทุน “ ผู้เขียน) มองว่าถูกต้องแล้ว ประการที่สอง รัสเซียต้องการแสดงให้โลกเห็นว่าตนเป็นมหาอำนาจหนึ่งของโลก ทัศนคติของคนในกองทัพพม่าไม่น่าแปลกใจเท่าใดนัก เพราะนับตั้งแต่รัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 พม่าก็เผชิญกับการคว่ำบาตรจากนานาชาติ จะต่างกันก็ตรงที่การคว่ำบาตรพม่าไม่ได้เป็นวาระหลักของโลก แต่ในกรณีของรัสเซีย ด้วยศักยภาพทางการทหารของรัสเซีย หรือความเกรงกลัวอาวุธนิวเคลียร์ อีกทั้งความกระเหี้ยนกระหือรือของรัสเซียที่จะบุกยูเครนในจงได้ การประณามคว่ำบาตรรัสเซียจึงกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลกในปัจจุบัน
รัสเซียเป็นผู้ส่งอาวุธให้กับกองทัพพม่าเป็นอันดับต้นๆ ก่อนเกิดรัฐประหาร กองทัพพม่าซื้ออาวุธจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ตุรกี อิสราเอล จีน ไปจนถึงรัสเซีย หรือแม้แต่ยูเครน แต่เมื่อโลกตะวันตกพร้อมใจกันคว่ำบาตรพม่า ถึงเวลาที่พม่าต้องหาพันธมิตรด้านการทหาร แจ๊กพ็อตจึงมาตกกับรัสเซีย แต่เมื่อการติดต่อกับรัสเซียเริ่มลำบากขึ้น และเป็นที่จับตามองของคนทั่วโลก แน่นอนกองทัพและคณะรัฐประหารพม่าย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย นอกจากนายพลระดับบิ๊กในกองทัพพม่าจะมีเงินฝากในธนาคารที่รัสเซียแล้ว ก็ยังมีนักธุรกิจระดับท็อปหลายคนที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมในธุรกิจค้าอาวุธระหว่างรัสเซียกับพม่า ที่ก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย จึงไม่น่าแปลกใจที่เมื่อรัสเซียบุกยูเครนในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ กองทัพพม่าจัดให้มีการประชุมวาระด่วนเพื่อหารือเรื่องวิกฤตการณ์รัสเซีย-ยูเครน และผลกระทบที่พม่าน่าจะได้รับทันที
ในปีเดียวกับที่เกิดรัฐประหารในพม่า กองทัพพม่าพยายามผูกสัมพันธ์กับรัสเซีย ทั้งๆ ที่รัสเซียไม่ได้มีชายแดนติดกับพม่า และไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับพม่าโดยตรง ยกเว้นเรื่องการค้าอาวุธ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกองทัพพม่าหวาดระแวงประเทศเพื่อนบ้านรอบข้าง ทั้งจีน อินเดีย หรือแม้แต่ไทย และรู้ดีว่าอาเซียนก็ไม่ใช่มิตร ที่จะคอยอุ้มชูพม่าในยุคหลังรัฐประหาร อีกทั้งอาเซียนยังพยายามกดดันคณะรัฐประหารพม่าหลายครั้ง พม่าจึงต้องหันไปคบกับประเทศที่พอจะคบหากันได้ ประเทศที่ไม่ได้พ่นคำว่า “สิทธิมนุษยชน” หรือ “ประชาธิปไตย” ใส่พม่าเวลาจับมือกัน รัสเซียจึงเป็นเพื่อนในยามยาก ที่นายพลในกองทัพพม่ามองว่า “คบไว้ก็ไม่เสียหาย”
ตลอดปี 2021 เราจึงเห็นทั้งผู้นำกองทัพพม่าและรัสเซียไปมาหาสู่กันบ่อยครั้ง ก่อนเกิดรัฐประหาร 1 กุมภาพันธ์ 2021 เพียง 2 สัปดาห์ เซียร์เกย์ ชอยกู (Sergei Shoigu) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรัสเซีย เดินทางไปเยือนพม่าอย่างเป็นทางการ จุดประสงค์หลักคือการไปเจรจาขายอาวุธให้พม่า มีการคาดการณ์หลังจากนั้นว่าผู้นำระดับสูงในกองทัพรัสเซียน่าจะเป็นคนแรกๆ ที่ได้รับทราบแผนรัฐประหารในพม่า และกองทัพพม่ายังหารือกับชอยกูเพื่อให้รัสเซียสนับสนุนตนด้วย
หลังเกิดรัฐประหารได้เพียง 2 เดือน วาซิลเยวิช โฟมิน (Vasilyevich Fomin) รัฐมนตรีช่วยว่าการกลาโหมรัสเซีย ก็เดินทางไปเดือนพม่า และเป็นตัวแทนประเทศเพียงไม่กี่คนที่เข้าร่วมพิธีสวนสนามของกองทัพพม่า เนื่องในวันกองทัพ (27 มีนาคม) ในอันที่จริง รัสเซียไม่ใช้ประเทศเดียวที่กองทัพและคณะรัฐประหารพม่าเข้าหา แต่ยังมีอีกหลายประเทศ ได้แก่ จีน เบลารุส เซอร์เบีย อินเดีย ปากีสถาน และยังมีชื่อของยูเครนรวมอยู่ในนั้นด้วย แต่ในรายนามประเทศที่พม่าพอจะไว้ใจได้ ก็ไม่มีประเทศไหนที่มีความสัมพันธ์กับพม่าที่ดีเป็นพิเศษเท่ารัสเซีย นอกจากพลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย จะลงทุนไปเยือนมอสโกด้วยตัวเองหลายครั้ง และมีรายงานออกมาว่าเขาพยายามเข้าพบวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียหลายครั้ง แต่ฝั่งรัสเซียยังไม่มีแผนให้ผู้นำรัฐประหารพม่าเข้าพบ ผู้นำระดับสูงในกองทัพพม่าอีกหลายคนก็เคยไปเยือนรัสเซียในช่วงปีเศษที่ผ่านมา
เมื่อพลเอก หม่อง หม่อง เอ (Maung Maing Aye) เสนาธิการกองทัพพม่า ไปเยือนรัสเซีย เขาเป็นตัวแทนกองทัพพม่าไปเจรจาซื้ออาวุธจากรัสเซีย มีรายงานออกมาว่ารัสเซียขายเครื่องบินรบให้กองทัพพม่าเป็นมูลค่ารวมกว่า 2.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ ความสัมพันธ์แนบแน่นนี้ยังรวมถึงทุนการศึกษาที่รัฐบาลรัสเซียมอบให้นักเรียนนายร้อยจากพม่า ให้ไปศึกษาในโรงเรียนนายร้อย และสถาบันการศึกษาด้านการทหารที่มีชื่อเสียงอีกหลายแห่งในรัสเซีย เช่น สถาบันวิศวกรรมยานเกราะที่เมืองออมสค์ (Omsk) สถาบันวิศวกรรมกองทัพอากาศ (Air Force Engineering Acanemy) ในกรุงมอสโก โรงเรียนเตรียมทหารที่นิจนี นอฟโกรอด (Nizhniy Novgorod Command Academy) และที่เมืองคาซาน (Kazan Military Command Academy)
ดังที่กล่าวไปแล้วว่ายูเครนก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ขายอาวุธให้กับพม่า และมีท่าทีสนับสนุนรัฐประหารในพม่า พม่าเพิ่งซื้อรถลำเลียงพลหุ้มเกราะ (APCs) 1,000 คันจากยูเครน ไประหว่างปี 2016-2017 และยังขายอะไหล่เฮลิคอปเตอร์รุ่น Mil Mi-2 และ Mil Mi-17 ให้พม่าอีกหลายรายการ
แต่เมื่อเทียบมูลค่าการซื้อขายอาวุธระหว่างพม่ากับรัสเซีย และระหว่างพม่ากับยูเครน จะพบว่ามูลค่าการซื้อขายระหว่างพม่ากับรัสเซียมีมูลค่าสูงกว่ามาก และมีความเป็นไปได้สูงว่าพม่าจะเป็นผู้อุดหนุนหลักของอุตสาหกรรมการผลิตอาวุธของรัสเซีย

