พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้รับการแซ่ซ้องสรรเสริญไม่เพียงในประเทศไทย แต่ยังทรงได้รับการเชิดชูเกียรติสูงยิ่งในหลายประเทศ ปรากฏพระเกียรติคุณเป็นที่แพร่หลายในสื่อมวลชนต่างประเทศหลายแขนง ทั้งในอดีตและปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่สื่อมวลชนที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในต่างประเทศ
เมื่อเสด็จสวรรคตอย่างสงบก็ปรากฏข้อเขียนที่แสดงถึงพระปรีชาสามารถหลากหลายแขนง และพระวิริยอุตสาหะในการอุทิศพระวรกายเพื่อยังความเจริญก้าวหน้าแก่ประเทศชาติและประชาชนของพระองค์แพร่หลายไปทั่วโลกอีกครั้ง
ต่อไปนี้คือความบางส่วนที่เผยแพร่ผ่านสื่อต่างประเทศเหล่านั้น
เดนนิส ดี. เกรย์ และ ทอดด์ พิทแมน ผู้สื่อข่าวของเอพี กล่าวไว้ในข้อเขียนแสดงความอาลัยเมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญสำหรับประเทศไทย “ทรงเป็นความแน่วแน่มั่นคงเพียงหนึ่งเดียวของประเทศชาติในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงผันแปรขึ้นๆ ลงๆ ของรัฐบาลตลอดรัชสมัยยาวนาน 7 ทศวรรษ ทรงเป็นประมุขผู้อ่อนโยนและผู้ทรงใช้บารมีแห่งราชบัลลังก์เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติ ปลุกปลอบขวัญกำลังใจทวยทหารผ่านยุคสมัยแห่งสงครามเย็น ในห้วงเวลาที่ชาติเพื่อนบ้านทั้งหลายตกอยู่ภายใต้การครอบงำของคอมมิวนิสต์
“พระราชาผู้มีพระวรกายบอบบาง มีวาจานุ่มนวล สวมฉลองพระเนตรตลอดเวลา ทรงอำนาจบารมีสูงยิ่ง เพียงมีพระราชดำรัสด้วยถ้อยคำที่ทรงเลือกสรรอย่างประณีตไม่กี่คำ ก็สามารถสงบระงับการรัฐประหารและการก่อกบฏลงได้แล้ว”
ข้อเขียนดังกล่าวระบุว่า แม้ทุกผู้คนภายในประเทศไทยจะยึดถือพระองค์ประหนึ่งสมมุติเทพ “แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงติดดินอย่างยิ่ง ทรงม้วนแขนฉลองพระองค์ย่ำพระบาทไปยังหมู่บ้านแร้นแค้น เรือกสวนไร่นาห่างไกลทั้งหลายเพื่อทรงได้รับรู้ถึงสภาวะที่แท้จริงของประเทศของพระองค์ และทรงช่วยเหลือแก้ไขปัญหาที่ทรงรับทราบทุกประการ ตั้งแต่การขาดแคลนน้ำ ขาดอาหาร เรื่อยไปจนถึงการทะเลาะเบาะแว้งซึ่งกันและกันในครอบครัว
“ในรัชสมัยของพระองค์ ประเทศไทยก้าวกระโดดจากสภาพสังคมเกษตรกรรมตามประเพณีดั้งเดิมของประชาชน 18 ล้านคน กลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ทันสมัยมีประชากรถึง 70 ล้านคน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงบุกเบิก คิดค้นโครงการหลายพันโครงการที่ล้วนมีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้ชีวิตราษฎรของพระองค์ดีขึ้น ทรงเดินทางไปยังพื้นที่ห่างไกลที่สุดในประเทศเพื่อพบกับบรรดาผู้เฒ่าผู้แก่ ทรุดพระวรกายประทับนั่งบนผืนหญ้าเพื่อหารือกันถึงผลการเก็บเกี่ยวที่ผ่านมา และพระราชทานแนวทางขุดคลองชลประทาน
“พระองค์ยังทรงงานทั้งหลายอย่างต่อเนื่องแม้ในปีท้ายๆ ในรัชสมัยเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของราษฎรผู้ยากไร้ พระราชทานทรัพย์สินส่วนพระองค์และคำแนะนำในกิจทุกอย่างทุกประการ ตั้งแต่การป้องกันการเสื่อมโทรมของป่าไม้ไปจนกระทั่งถึงแนวทางแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ”
ข้อเขียนดังกล่าวเล่าว่า ครั้งหนึ่งพระองค์พระราชทานสัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวเอพี ทรงมีพระราชดำรัสติดตลกว่า
“พูดกันว่า ราชอาณาจักรหนึ่งอุปมาเหมือนปิรามิด มีประชาชนอยู่ด้านล่าง กษัตริย์อยู่ด้านบนสุด แต่ในประเทศนี้คงกลับกัน บางครั้งเราถึงได้ปวดแถวๆ นี้”
โดยทรงชี้ไปที่บริเวณพระศอและพระอังสาประกอบ

เดวิด แลมบ์ แห่ง ลอสแองเจลิส ไทม์ส เขียนบทความแสดงความอาลัยแด่พระมหากษัตริย์ผู้ทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในโลก เผยแพร่ในวันที่ 13 ตุลาคมเช่นเดียวกัน มีความบางตอนดังนี้
“ในยุคที่สถาบันกษัตริย์ในหลายประเทศโรยราจากความนิยม สถาบันกษัตริย์ในประเทศไทย องค์กษัตริย์ซึ่งพระราชสมภพที่สหรัฐอเมริกา ทรงรับการศึกษาจากสวิตเซอร์แลนด์ กลับเป็นข้อยกเว้นที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง แม้พระองค์จะมีพระราชอำนาจที่ปรากฏชัดตามรัฐธรรมนูญเพียงไม่กี่ประการ แต่ทรงมีอำนาจบารมีและได้รับความเคารพสักการะสูงส่งหาผู้ใดเสมอเหมือนมิได้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
“กษัตริย์ผู้มีพระวรกายบอบบาง สวมฉลองพระเนตรพระองค์นี้มีพระราชฐานโอ่อ่าโอฬาร แต่กลับดำรงพระชนม์ชีพอย่างพอเพียง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักดีว่า อำนาจและบารมีแห่งพระองค์นั้นมิได้มีมาเนื่องด้วยสถานะนับแต่มีพระราชสมภพ ด้วยเหตุนี้จึงทรงใกล้ชิดอยู่กับประชาชนของพระองค์ตลอดเวลา ไม่ว่าจะร่ำรวยหรือยากจน บ่อยครั้งมากที่ได้เห็นพระองค์ทอดพระบาทอย่างอ่อนล้า กล้องถ่ายภาพคล้องอยู่กับพระศอ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงตรวจโครงการพัฒนาชนบทอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย
“แทนที่จะประทับนิ่งเฉยอยู่ท่ามกลางความสุขสบาย พระองค์กลับกลายเป็นพระราชาผู้ทรงงานหนักเพื่อแสวงหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับหมู่บ้านทั้งหลาย เสด็จพระราชดำเนินไปทั่วประเทศ ดูแลโครงการในพระราชดำริเพื่อการพัฒนาชนบททั้งหลาย
“ในห้วงเวลาเสด็จสวรรคตนั้น โครงการในพระราชดำริทั้งหลายกำลังผลิดอกออกผลอยู่มากกว่า 2,000 โครงการทั่วประเทศไทย”

บาร์บารา ครอสเสตต์ แห่ง นิวยอร์ก ไทม์ส เขียนเล่าเอาไว้ในข้อเขียนที่ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2016 ย้อนหลังไปเมื่อครั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงตรวจเยี่ยมโครงการในพระราชดำริทางภาคตะวันออกของไทย เมื่อปี 2531 ว่า หลังแล้วเสร็จจากการทรงงานในวันอันเหน็ดเหนื่อยยาวนานดังกล่าวแล้ว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ผู้สื่อข่าวนิวยอร์ก ไทม์ส เข้าเฝ้าฯ เพื่อพระราชทานสัมภาษณ์ ที่ตรัสด้วยภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว ชัดเจน
ตอนหนึ่งผู้สัมภาษณ์กราบบังคมทูลขอความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพยนตร์ “เดอะ คิง แอนด์ ไอ” ทรงมีพระราชดำรัสตอบว่า
“ในตอนแรกมีแต่เรื่องไร้สาระ อย่างการเป็นญาติกับสุริยันและจันทรา แล้วมีความสามารถบังคับกระแสน้ำได้อะไรทำนองนั้น” นิวยอร์ก ไทม์สระบุว่า ทรงรู้สึก “กวนพระราชหฤทัย” อยู่บ้างที่ถูกหลายคนคิดว่าพระองค์ต้องใช้ชีวิตให้เหมือนอย่างในตำนานที่นักเขียนตะวันตกเขียนขึ้น และตรัสต่อว่า
“พวกนักเขียนต้องการสร้างเทพนิยายเพื่อความบันเทิงของผู้คน เป็นไปเพื่อความสนุกบันเทิงมากกว่าที่จะแสดงข้อเท็จจริง” ขณะที่ในความเป็นจริงชีวิตของพระองค์มุ่งอุทิศไปที่โครงการพัฒนาทั้งหลาย

นิวยอร์ก ไทม์ส ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้สนพระราชหฤทัยว่าประวัติศาสตร์จะจดจำตัวพระองค์เองอย่างไร
“ถ้าอยากเขียนเกี่ยวกับเราในทางดี ควรเขียนว่าเราได้ทำสิ่งที่ก่อประโยชน์ขึ้นไว้กี่ประการเท่านั้น”

