เข้าสู่วันที่ 20 ที่กองทัพรัสเซียกรีธาทัพเหยียบแผ่นดินยูเครนทำสงครามต่อเนื่อง แต่ยังต้องเจอการต้านทานจากกองทัพยูเครนอย่างแข็งแกร่ง ถึงแม้จะรุกคืบเข้ายึดครองได้หลายเมืองทั้งทางตอนเหนือ ตะวันออกและทางใต้ของประเทศ รวมทั้งบุกโจมตีกรุงเคียฟอย่างต่อเนื่องดุเดือด แต่สำหรับสมรภูมิรบในโลกดิจิทัลก็เดือดไม่แพ้กัน
ก่อนหน้านี้ นายวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ถูกมองว่ากำลังใช้ปฏิบัติการ “สงครามไฮบริด” ครั้งแรกของโลก ที่เป็นการรบแบบดั้งเดิมผสมผสานกับการ “โจมตีไซเบอร์” ที่มีเป้าหมายหลากหลาย แต่เอาเข้าจริงรัสเซียเปิดปฏิบัติการโจมตีไซเบอร์เข้าใส่ยูเครนมาเป็นเวลานานแล้ว
นับตั้งแต่รัสเซียผนวกแคว้นไครเมียของยูเครน เมื่อปี 2557 โดยครั้งที่ส่งผลกระทบมากที่สุดเป็นการโจมตีใส่ระบบบริการไฟฟ้าของยูเครน ในวันที่ 23 ธันวาคม ปี 2558 ส่งผลให้ประชาชนราว 230,000 คนไม่มีไฟฟ้าใช้ราว 1-6 ชั่วโมง จากนั้นยูเครนก็ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีตามมาทั้งจาก “มัลแวร์” และ “แรนซัมแวร์” มีการโจมตีแบบ DDOS เข้าใส่เว็บไซต์ของหน่วยงานราชการ กองทัพหน่วยงานทางการเงินต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
หลังจากรัสเซียเปิดฉากรุกรานเข้าสู่ยูเครนเต็มรูปแบบ รัสเซียเปิดฉากการโจมตีทางไซเบอร์เข้าใส่ยูเครนไปพร้อมๆ กัน ด้านกองกำลังป้องกันทางไซเบอร์ของยูเครนถึงกับต้องประกาศเตือนประชาชนให้ระมัดระวังมัลแวร์ และแรมซัมแวร์ ที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในโลกออนไลน์ โดยระบุว่าการโจมตีเป็นฝีมือของ “แฮกเกอร์” จากรัสเซียและจากชาติพันธมิตรของรัสเซียอย่างเบลารุส
การตกเป็นเป้าการโจมตีไซเบอร์อย่างหนักส่งผลให้ “มิโคไล เฟโดรอฟ” รัฐมนตรีดิจิทัลยูเครนวัย 31 ปี ต้องแสดงบทบาทในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังไซเบอร์ประกาศรวบรวมอาสาสมัครแฮกเกอร์จากทั่วโลกมากถึง 400,000 คน ตั้ง “กองทัพไอที” โจมตีตอบโต้รัสเซียและเบลารุส โดยมีเป้าหมายที่ระบบเว็บไซต์ของบริษัทต่างๆ ธนาคาร หน่วยงานราชการ ตลาดหุ้น เว็บไซต์สื่อใหญ่ๆ นอกจากนั้น ยังพุ่งเป้าโจมตี ไปยังเครือข่ายการสื่อสารและคมนาคมของรัสเซียด้วย
ผลงานที่เป็นข่าวดังเมื่อสัปดาห์ก่อนคือกลุ่มแฮกเกอร์เปิดปฏิบัติการเจาะระบบออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ของรัสเซียและออกอากาศคลิปการโจมตีอันโหดร้ายของรัสเซียในยูเครนแทนรายการปกติ นอกจากนี้ ยังประสบความสำเร็จในการแฮกสัญญาณวิทยุกระจายเสียงรัสเซียและออกอากาศเพลงชาติยูเครนได้ด้วย
นอกจากการตอบโต้กันในเรื่องสงครามไซเบอร์แล้วสองชาติยังทำ “สงครามข้อมูลข่าวสาร” ระหว่างกันอย่างดุเดือดจนหลายฝ่ายเรียกกันว่าเป็น “สงครามโลกแห่งโซเชียลมีเดีย”
โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ผู้ที่ก้าวจากบทบาทนักแสดงตลกมากความสามารถสู่การเป็นผู้นำประเทศ มีบทบาทสำคัญในการทำสงครามข่าวสารหลังรัสเซียรุกรานยูเครนเป็นอย่างยิ่ง การสร้าง “ไวรัล” ในโลกออนไลน์เป็นงานถนัดของประธานาธิบดียูเครน ที่ไม่เฉพาะสร้างแรงบันดาลใจให้กับชาวยูเครน แต่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วโลกให้ร่วมยืนเคียงข้างยูเครนในความขัดแย้งครั้งนี้
ตัวอย่างเช่นการอัดคลิปวิดีโอเซลฟี่พร้อมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลในกลางกรุงยูเครนยามค่ำคืนหลังรัสเซียเปิดฉากบุกไม่กี่ชั่วโมง เพื่อยืนยันว่าในฐานะประธานาธิบดีจะยืนหยัดในกรุงเคียฟ ต่อสู้ไปพร้อมๆ กับชาวยูเครน
การทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ และคลิปวิดีโอผ่านทางเฟซบุ๊กของเซเลนสกี รวมไปถึง รัฐมนตรีข่าวสารยูเครน สร้างแรงกระเพื่อมในโลกแห่งความจริง และเป็นส่วนสำคัญที่นำไปสู่ความช่วยเหลือต่างๆ เช่นความช่วยเหลือจาก อีลอน มัสก์ ผู้บริหารบริษัท “สเปซเอ็กซ์” ที่ส่งอุปกรณ์รับสัญญาณอินเตอร์เน็ตดาวเทียม “สตาร์ลิงก์” เพื่อให้รัฐบาลยูเครนใช้ในการสื่อสาร ในช่วงเวลาที่การสื่อสารในประเทศใช้การไม่ได้
การสื่อสารผ่านโลกออนไลน์ส่งผลให้ยูเครนได้รับความช่วยเหลือผ่านช่องทางดิจิทัล เช่นการบริจาคสกุลเงินดิจิทัลเพื่อสนับสนุนกองทัพยูเครนหลังจากมีการเปิดกระเป๋าเงินดิจิทัลรับบริจาคสกุลเงินดิจิทัลจากผู้ใจบุญทั่วโลก รวมไปถึงความช่วยเหลือที่ไม่เคยมีมาก่อนเช่นการจองห้องพักโดยไม่เข้าพักเพื่อช่วยเหลือเจ้าของที่พักในยูเครนผ่านระบบของ Airbnb แพลตฟอร์มบริการที่พักชื่อดัง
แน่นอนว่าการทำสงครามข่าวสารของยูเครนในครั้งนี้ทำให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เข้ามายืนเคียงข้างยูเครนด้วย ไม่ว่าจะเป็น กูเกิล, แอปเปิล, เมต้า ทวิตเตอร์, ติ๊กต็อก รวมไปถึง เน็ตฟลิกซ์ ที่ยุติบริการบางอย่าง รวมถึงตัดการเข้าถึงสื่อรัสเซียอย่าง “รัสเซียทูเดย์” และ “สปิตนิค” เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม รัสเซียเองใช้ปฏิบัติการทำสงครามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง เช่น การอ้างว่าการบุกยูเครนเป็นการปกป้องกลุ่มคนพูดภาษารัสเซียทางตะวันออกของยูเครน การเลี่ยงใช้คำว่า “รุกราน” เป็นคำว่า “ปฏิบัติการพิเศษ” หรือการปล่อยข่าวว่า สหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุนยูเครนในการผลิต “อาวุธชีวภาพ” ในยูเครน
รัสเซียต่อสู้ในสมรภูมินี้ ด้วยการออกกฎหมายห้ามเผยแพร่ “ข่าวปลอม” โดยมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี และกำหนดโทษกับผู้ที่เรียกร้องให้มีการคว่ำบาตรรัสเซีย การออกกฎหมายดังกล่าวส่งผลให้สำนักข่าวต่างประเทศเช่น บีบีซี, บลูมเบิร์ก และซีเอ็นเอ็น ประกาศยุติการรายงานข่าวในรัสเซียลงทันที เนื่องจากหวั่นเกรงว่าอาจถูกใช้กฎหมายขัดขวางการทำงาน และนั่นกลายเป็นการปิดกั้นข่าวสารจากโลกภายนอกที่จะเข้าถึงชาวรัสเซียด้วย
กรณีนี้เทคโนโลยีก็มีบทบาทในการตอบโต้รัสเซียอีกครั้ง ด้วยระบบเว็บไซต์ที่สามารถส่งข้อความแบบส่วนตัวให้กับชาวรัสเซียได้แบบสุ่ม เว็บไซต์ดังกล่าวสร้างขึ้นโปรแกรมเมอร์ชาวโปแลนด์ ใช้ฐานข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ของชาวรัสเซีย 20 หมายเลข และ อีเมล์แอดเดรสของชาวรัสเซีย 140 ล้านอีเมล์ เปิดให้ผู้ใช้งานสามารถส่งข้อความที่เกี่ยวกับสงครามในยูเครนทะลุม่านเหล็กไปสู่สายตาชาวรัสเซียได้โดยตรง โดยนับตั้งแต่เปิดเว็บไซต์ในวันที่ 6 มีนาคม มีประชาชนชั่วโลกส่งข้อความ รูป รวมถึงคลิปวิดีโอถึงชาวรัสเซียแล้วหลายล้านข้อความ
นั่นคือตัวอย่างของสมรภูมิรบอีกมิติหนึ่งนอกเหนือไปจากการรบด้วยกำลังทหารภาคพื้น บนท้องฟ้า หรือบนผืนน้ำ สมรภูมิในโลกไซเบอร์ที่แม้จะไม่สร้างความเสียหายทางกายภาพ แต่กลับสร้างผลกระทบภูมิศาสตร์การเมืองโลกได้มากกว่าที่คิด

