ปีเศษหลังรัฐประหาร ข่าวคราวจากพม่าเริ่มเบาบางลงตามลำดับ เพราะมีเรื่องที่ทั่วโลกให้ความสำคัญมากกว่าเป็นพิเศษ โดยเฉพาะสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน และผลกระทบที่ค่อยๆ ปรากฏให้เห็น ถ้าจะกล่าวว่าคณะรัฐประหารพม่าชื่นชอบสถานการณ์แบบนี้เป็นพิเศษก็คงไม่ผิด เพราะรัฐประหารในพม่าไม่ได้เป็นหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์ระดับโลกอีกต่อไป และผู้คนเริ่มหลงลืมพม่าไปบ้าง แต่ความรุนแรงยังไม่หมดไป คณะรัฐประหารและกองทัพยังคงปราบปรามฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองและประชาชนในพื้นที่ที่มีการสู้รบอย่างต่อเนื่อง
ในวันกองทัพ (Armed Forces Day) เมื่อปีที่แล้ว กองทัพพม่าปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ที่สุด มีผู้เสียชีวิตถึง 160 คน ภายในวันที่ 27 มีนาคม 2021 เพียงวันเดียว ในจำนวนผู้เสียชีวิตมีเด็กและเยาวชนรวมอยู่ด้วย 11 คน ในปีนี้ กองทัพพม่ายังจัดพิธีสวนสนามเพื่อเฉลิมฉลองวันกองทัพอย่างยิ่งใหญ่ตามเดิม และในปีนี้ก็มีตัวแทนจากรัฐบาลหลายชาติที่ยังให้การสนับสนุนคณะรัฐประหารพม่าอยู่ ทั้งไทย รัสเซีย และจีน ที่ได้รับเชิญให้ไปชมพิธีสวนสนามที่กรุงเนปยีดอ แต่สำนักข่าว Frontier Myanmar ตั้งข้อสังเกตอย่างน่าสนใจว่าเหตุใดในปีนี้ หนังสือพิมพ์ New Light of Myanmar ซึ่งเป็นกระบอกเสียงหลักให้กองทัพพม่า จึงไม่ลงข่าวว่ามีตัวแทนจากหลายชาติเข้าร่วม ในความเห็นของผู้เขียน คือ ตัวแทนที่แต่ละชาติส่งไปอาจเป็นผู้นำระดับรองๆ ลงมา ต่างจากในปีที่แล้ว ที่อเล็กซานเดอร์ โฟมิน (Alexander Fomin) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางไปเยือนเนปยีดอด้วยตัวเอง
ไฮไลต์หลักของงานวันกองทัพในปีนี้อยู่ที่สุนทรพจน์ของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย ผู้นำเหล่าทัพและหัวหน้าคณะรัฐประหาร ที่เริ่มด้วยข้อความเดิมๆ ที่ว่ากองทัพเป็นเหมือนสถาบันหลักที่ช่วยพม่าให้ผ่านพ้นวิกฤตหลายครั้งมาได้ เขายังใช้โอกาสนี้เพื่อประณามฝ่ายต่อต้านรัฐประหาร โดยเรียกกองกำลังประชาชน PDF รัฐบาลคู่ขนาน หรือ NUG และกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ที่ให้การช่วยเหลือ PDF/NUG ว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย”
ส่วนสำคัญของสุนทรพจน์ครั้งนี้คือ ประโยคที่มิน อ่อง ลาย กล่าวว่า กองทัพจะไม่ยอมเจรจากับ “ขบวนการก่อการร้าย” รวมทั้งฝ่ายที่สนับสนุนอีก และจะกำจัดคนเหล่านี้ให้สิ้นซาก
การประกาศก้องว่ากองทัพพม่าจะไม่เข้าสู่กระบวนการเจรจากับ NUG/PDF เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะเป็นสิ่งที่กองทัพกล่าวมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ในครั้งนี้สิ่งที่แตกต่างออกไป คือ โทนเสียงของผู้นำเสมือน (de facto leader) ของพม่าแตกต่างออกไปจากหลายๆ ครั้ง ไม่ต้องสงสัยว่ามิน อ่อง ลาย ส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวนี้ไปให้อาเซียนเป็นพิเศษ การปิดประตูไม่เข้าร่วมการเจรจากับ NUG/PDF เท่ากับว่ามิน อ่อง ลาย ปฏิเสธฉันทามติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus) ของอาเซียน ที่ต้องการนำพม่ากลับสู่สถานการณ์ปกติ
ท่าทีของมิน อ่อง ลาย ชัดเจนมาตั้งแต่ต้นว่าคณะรัฐประหารของเขาไม่สามารถทำตามมติของอาเซียนได้ เริ่มตั้งแต่การบ่ายเบี่ยงไม่ให้คณะผู้แทนพิเศษของอาเซียน เข้าพบตัวแทนของพรรค NLD และด่อ ออง ซาน ซูจี และพยายามประวิงเวลาเพื่อไม่ให้คณะผู้แทนพิเศษของอาเซียนในขณะนั้น ที่นำโดยเอรีวัน ยูซอฟ (Erywan Yusof) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของบรูไน เข้าไปทำหน้าที่ในพม่าได้ จนกลายเป็นรอยร้าวฉานระหว่างอาเซียนกับพม่า
เมื่อกัมพูชาเข้ามารับไม้ต่อจากบรูไน ในฐานะประธานอาเซียน สถานการณ์เริ่มจะดีขึ้น เพราะกัมพูชาไม่ได้มีท่าทีแข็งกร้าวต่อพม่า เหมือนสมาชิกอาเซียนอื่นๆ อย่างบรูไน มาเลเซีย หรือสิงคโปร์ และเราได้เห็นสมเด็จฮุนเซนไปเยือนพม่าในเดือนแรกหลังกัมพูชาเข้ารับตำแหน่งประธานอาเซียน แม้การไปเยือนพม่าของสมเด็จฮุนเซนจะถูกวิจารณ์อย่างหนักว่า “แป้ก” หรือเป็นไปในแนวที่ว่าสมเด็จฮุนเซนไปเยือนพม่าเพราะ “หิวแสง” มากกว่าความต้องการไปเจรจาเพื่อหาทางออกให้พม่าจริงๆ แต่เราก็เห็นความพยายามของกัมพูชาอีกหลายครั้ง ที่ส่งปรัก สุคน (Prak Sukhonn) ไปเยือนพม่า แต่กัมพูชาก็ไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆ หรือก่อให้เกิดการเจรจาใดๆ ได้
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าไม่ว่าอาเซียนจะเข้าหาพม่าด้วยท่าทีอ่อนโยนหรือแข็งกร้าว แต่มิน อ่อง ลายยึดธงของตนไว้อย่างหนักแน่น และจะไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องใดๆ ทั้งของอาเซียน หลังปรัก สุคนหารือกับมิน อ่อง ลาย เขายังมีโอกาสได้หารือประเด็นเกี่ยวกับพม่ากับโนลีน เฮเซอร์ (Noeleen Heyzer) ทูตพิเศษสหประชาชาติที่ทำงานเกี่ยวกับพม่าโดยตรง แม้ว่าสุคนและเฮเซอร์จะมองว่าการไปเยือนพม่าเป็นนิมิตหมายอันดี แต่ผู้เขียนอยากกล่าวอีกครั้งว่าการเจรจาใดๆ กับคณะรัฐประหาร กองทัพพม่า หรือมิน อ่อง ลาย จะมีทางประสบความสำเร็จ เว้นแต่คู่เจรจายอมรับสิ่งที่คณะรัฐประหารต้องการ ตราบใดที่คู่เจรจาไม่กล่าวถึงพรรค NLD และด่อ ออง ซาน ซูจี อีกทั้งยอมรับเป็นนัยๆ ว่ารัฐประหารเดือนกุมภาพันธ์ 2021 เป็นเรื่องสิ่งจำเป็นสำหรับกองทัพพม่า
ในสุนทรพจน์ของมิน อ่อง ลาย มีอยู่ช่วงหนึ่งที่กล่าวถึงการเจรจากับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ ปัจจุบันพูดได้เต็มปากว่าช่องทางเจรจาระหว่างกองทัพกับ NUG/PDF แทบริบหรี่แต่ยังพอมีช่องการเจรจาที่มิน อ่อง ลายเปิดไว้ให้กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับ PDF อยู่ในขณะนี้ เพราะกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ คือ กลุ่มที่ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนกองกำลังฝ่ายประชาชนจนตั้งไข่ได้ และเป็นกองกำลังที่ต่อสู้กับกองทัพพม่าได้สมน้ำสมเนื้อในปัจจุบัน กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์เป็นทั้งแหล่งอาวุธและเทคนิคการสู้รบแบบกองโจร กองทัพพม่าจึงพยายามตัดท่อน้ำเลี้ยงตรงจุดนี้ออกไปให้ได้มากที่สุด แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก
กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มก็รู้ดีว่าการเจรจาสันติภาพที่เกิดขึ้นในพม่าในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาไม่ได้มาจากความจริงใจจากฝั่งพม่าที่จะสร้างสันติภาพจริงๆ เมื่อไม่นานมานี้ คณะรัฐประหารส่งเทียบเชิญไปให้กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ทุกกลุ่มเพื่อกลับมาเจรจาสันติภาพอีกครั้ง แต่กองกำลังหลายกลุ่ม เช่น ของ KNU (Karen National Union) ซึ่งเป็นกองกำลังของกะเหรี่ยง มีขนาดใหญ่ และมีประวัติศาสตร์ความบาดหมางกับกองทัพพม่ามายาวนานตั้งแต่พม่าได้เอกราชเมื่อปี 1948 ได้ปฏิเสธคำเชิญของกองทัพพม่าไป และประกาศว่าการเจรจาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกองทัพพม่าเลิกโจมตีพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ก่อน ในช่วงเดียวกันนั้น กองทัพพม่าก็เปิดฉากโจมตีพื้นที่ของ KNU ในรัฐกะเหรี่ยงต่อไป
สงครามกลางเมืองในพม่าก็จะยังคงมีอยู่ต่อไป โดยที่เทวดาที่ไหนก็ไม่สามารถหยุดยั้งได้!

