เอพีตีข่าว! ชะตากรรมผู้ลี้ภัยเมียนมาในไทย แฉมี “บัตรตำรวจ” จ่ายเดือนละ 350 บ.ไม่ต้องถูกส่งกลับ
สำนักข่าวเอพี รายงานเมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา ถึงโชคชะตาของผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาที่ต้องลี้ภัยสงครามจากเมียนมาหวังจะพึ่งพิงสถานที่ปลอดภัยอย่างประเทศไทย แต่กลับต้องถูกทางการไทยส่งตัวกลับไปเสี่ยงตายที่บ้านเกิด
สำนักข่าวเอพีรายงานถึงหญิงชาวเมียนมาและครอบครัว ที่เวลานี้ต้องอาศัยอยู่ท่ามกลางหญ้าสูงริมแม่น้ำบริเวณชายแดนไทย โดยระบุว่า ครอบครัวชาวเมียนมาครอบครัวนี้ ติดกับดักอยู่ระหว่าง “ประเทศที่ไม่ต้องการพวกเขา” และ “ประเทศที่มีทหารต้องการจะฆ่าพวกเขา”

รายงานระบุว่า “เฮย์” เดินทางออกจากหมู่บ้านเพื่อลี้ภัยมายังประเทศไทยเพื่อหาที่พึ่งพิงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยเฮย์ ระบุว่าการเดินทางกลับไปเมียนมานั้นอาจทำให้เธอและครอบครัวเสี่ยงตาย แต่ประเทศไทยที่ห่วงความสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารเมียนมาจะกระทบกระเทือน กลับบอกให้พวกเขากลับบ้าน
“เมื่อพวกเขาบอกให้พวกเรากลับบ้าน พวกเราร้องไห้และอธิบายว่าทำไมพวกเราไม่สามารถกลับบ้านได้” เฮย์ ที่อาศัยอยู่ที่เต็นท์ริมแม่น้ำเมยระบุ และว่า “บางครั้งเราข้ามแม่น้ำกลับไปเมียนมาแต่เราไม่กลับไปหมู่บ้านเราแน่ๆ”

เอพี อ้างข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ลี้ภัย กลุ่มให้ความช่วยเหลือและรัฐบาลไทยเองว่า แม้กฎหมายผู้ลี้ภัยระหว่างประเทศจะห้ามไม่ให้ส่งคนกลับประเทศที่อาจทำให้ชีวิตของผู้ลี้ภัยเหล่านั้นตกอยู่ในอันตราย แต่ประเทศไทยยังคงส่งประชาชนที่ลี้ภัยสงครามในเมียนมาหลายพันคนกลับบ้าน และนั่นส่งผลให้ เฮย์ และผู้ลี้ภัยเมียนมาคนอื่นๆ ต้องระหกระเหินไปมาระหว่างสองฝั่งแม่น้ำขณะที่สงครามที่บ้านเกิดปะทุและผ่อนคลายสลับกันไป
แซลลี ธอมสัน ผู้อำนวยการบริหารองค์กร “เดอะบอร์เดอร์ คอนซอร์เตียม” เอ็นจีโอที่ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาในประเทศไทยระบุว่า “นั่นเหมือนเกมปิงปอง คุณไม่สามารถไปๆกลับๆระหว่างชายแดนได้ คุณต้องอยู่ที่ซึ่งมีความมั่นคงปลอดภัย และแน่นอนว่าเมียนมาไม่มีความมั่นคงปลอดภัยอย่างแน่นอนในเวลานี้”

รายงานระบุว่าไทยซึ่งไม่ได้ร่วมลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติ ยืนยันว่า ผู้ลี้ภัยเดินทางกลับเมียนมาด้วยความสมัครใจ นอกจากนี้ยังยืนยันว่า ไทยปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยหลักการห้ามผลักดันไปเผชิญอันตราย ซึ่งกำหนดไว้ว่าจะต้องไม่ส่งคนกลับไปยังประเทศที่พวกเขาอาจเผชิญกับการทารุณกรรม การลงโทษ หรือเผชิญอันตราย
จากข้อมูลของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) มีชาวเมียนมามากกว่า 500,000 คนที่ต้องอพยพออกจากที่พักอาศัย และมีมากกว่า 48,000 คนที่ต้องหนีออกจากประเทศ หลังจากกองทัพเมียนมายึดอำนาจรัฐบาลพลเรือน นอกจากนี้ยูเอ็นเอชซีอาร์ ยังอ้างแหล่งข่าวในรัฐบาลไทยระบุว่ามีชาวเมียนมาราว 17,000 คนที่ขอลี้ภัยในประเทศไทยนับตั้งแต่กองทัพเมียนมายึดอำนาจ ขณะที่ศูนย์บัญชาการชายแดนไทยเมียนมา ระบุว่า มีชาวเมียนมาเพียง 2,000 ที่ได้ที่พักพิงที่ฝั่งไทย

เอพีรายงานว่า ผู้คนที่ลี้ภัยจากสงครามในเมียนมาต้องเดินลุยแม่น้ำที่เป็นชายแดนกั้นสองประเทศ โดยมีสิ่งของและเด็กเล็กแบกมาบนบ่า โดยผู้ที่ข้ามสู่ชายแดนประเทศไทยไม่ได้รับอนุญาตให้พักที่ค่ายผู้ลี้ภัยในพื้นที่ซึ่งเวลานี้เป็นที่พักพิงของชาวเมียนมาที่หนีไปสงครามมาก่อนหน้านี้หลายปี มากถึง 90,000 คน
แต่กลุ่มคนเหล่านี้จะถูกนำตัวไปพักอาศัยในเพิงพัก หรือเต็นท์ผ้าใบ ที่อยู่กันอย่างแออัด และเมื่อการสู้รบหยุดลง รัฐบาลไทยก็ส่งคนกลุ่มนี้กลับ แม้ว่ากองทัพเมียนมาจะยึดครองหมู่บ้าน เผาบ้าน และวางกับระเบิดเอาไว้ก็ตาม
ทั้งนี้พื้นที่บริเวณชายแดนเมียนมาเกิดการสู้รบถี่ขึ้นหลังกองทัพยึดอำนาจ แม้ว่าจะมีการหยุดสู้รบเป็นพักๆ แต่ก็มีรายงานว่าได้ยินเสียงปืนและระเบิดข้ามแดนมาถึงประเทศไทย ถึงขึ้นที่บ้านทางฝั่งไทยสั่นจากแรงระเบิด

กลุ่มสิทธิมนุษยชนเปิดเผยว่า ชะตากรรมของผู้ลี้ภัย ทั้งผู้สูงอายุและเด็กนั้นอยู่กันอย่างยากลำบากในเต็นท์ และมีการป่วยเกิดขึ้นทั้งจากสภาพอากาศและการแพร่ระบาดของโควิด-19
เช่นเดียวกับ เฮย์ ที่อยู่ในเต็นท์ ที่ไม่สามารถป้องกันแสงแดด หรือแม้แต่ยุงได้มากนัก ระบุว่า ตนหนีจากชีวิตการทำสวนข้าวโพดในเมียนมาเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม โดยหอบหิ้วลูกวัย 3 ขวบ และ 10 ขวบวิ่งหนีออกมาท่ามกลางเสียงปืน และตัดสินใจวิ่งข้ามแม่น้ำมายังฝั่งไทย
“เราอยากกลับบ้านแต่เราไม่มีบ้านให้กลับ” เฮย์ ระบุ
ทั้งนี้เอพี รายงานอ้างผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาด้วยว่า มีการขาย “บัตรตำรวจ” ราคาใบละ 350 บาทต่อเดือนเพื่อยืนยันว่าจะไม่ถูกจับกุมหรือส่งตัวกลับ โดยมีการขายบัตรดังกล่าวกับคนกลาง โดยบัตรดังกล่าวจะมีรูปติดอยู่พร้อมกับเครื่องหมายแสดงว่าได้จ่ายเงินรายเดือนแล้ว ส่วนผู้ลี้ภัยที่ไม่มีบัตรดังกล่าวจะเสี่ยงกับการถูกจับกุมและถูกส่งตัวกลับ

