สหรัฐเผยรายงานสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ระบุไทยจำกัดเสรีภาพการชุมนุม
เมื่อวันที่ 14 เมษายน กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาได้ออกรายงานประจำปี 2564 เกี่ยวกับสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆ ทั่วโลก
สำหรับประเทศไทย รายงานดังกล่าวระบุในส่วนของบทสรุปสำหรับผู้บริหารถึง ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน ที่มีความสำคัญ ซึ่งรวมถึงรายงานที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับ การทรมานและกรณีการปฏิบัติ หรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ การจับกุมและกักขังตามอำเภอใจโดยหน่วยงานของรัฐ นักโทษการเมือง การแทรกแซงทางการเมืองในศาล การแทรกแซงความเป็นส่วนตัวโดยพลการและไม่ชอบด้วยกฎหมาย
นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดที่ร้ายแรงเกี่ยวกับการแสดงออกอย่างเสรีและสื่อ รวมถึงการจับกุมและดำเนินคดีกับผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล การเซ็นเซอร์ และกฎหมายหมิ่นประมาททางอาญา ข้อจำกัดที่ร้ายแรงเกี่ยวกับเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ต การแทรกแซงเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและเสรีภาพในการสมาคม ข้อจำกัดเสรีภาพในการเคลื่อนไหว
การส่งผู้ลี้ภัยกลับที่ถูกคุกคามต่อชีวิตหรือเสรีภาพของพวกเขา ข้อจำกัดการมีส่วนร่วมทางการเมือง การทุจริตของรัฐบาลที่ร้ายแรง การล่วงละเมิดองค์กรสิทธิมนุษยชนภายในประเทศ การค้ามนุษย์ และข้อจำกัดที่สำคัญเกี่ยวกับเสรีภาพในการสมาคมของคนงาน
เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการบางอย่างเพื่อตรวจสอบและลงโทษเจ้าหน้าที่ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือการทุจริต อย่างไรก็ตาม การไม่ได้รับการยกเว้นโทษจากทางการยังคงเป็นปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งกฎอัยการศึกยังคงมีผลบังคับใช้ในจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ขณะที่พระราชกำหนดฉุกเฉินภาคใต้มีผลบังคับใช้ในทุกอำเภอ ยกเว้น 7 อำเภอในจังหวัดเหล่านั้น ในแต่ละเขตเจ็ดเขตที่ยกเลิกพระราชกำหนดฉุกเฉินตั้งแต่ปี 2554 ได้มีการบังคับใช้บทบัญญัติด้านความปลอดภัยภายในของกฎหมายในภายหลัง
ขณะที่ผู้ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนและโจมตีกองกำลังความมั่นคงของรัฐบาลและเป้าหมายที่เป็นพลเรือน
ทั้งนี้ ได้มีการแยกหัวข้อย่อยออกไปเป็น 7 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.การเคารพในความศักดิ์ศรีของบุคคล 2.การเคารพเสรีภาพพลเมือง 3.เสรีภาพและการมีส่วนร่วมทางการเมือง 4.การทุจริตและขาดความโปร่งใสในวงราชการ 5.ท่าทีรัฐบาลต่อการสืบสวนของนานาชาติและองค์กรที่ไม่ใช่รัฐบาลในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน 6.การเลือกปฏิบัติและการล่วงละเมิดทางสังคม และ 7.สิทธิแรงงาน
ใน ประเด็นเสรีภาพสื่อและสื่อออนไลน์ ระบุว่า สื่ออิสระยังปฏิบัติหน้าที่ได้แต่มีอุปสรรคสำคัญในการดำเนินงานได้อย่างเสรี โดยรัฐบาลเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ทั้งหมดและให้เช่าแก่เอกชนผู้ประกอบการ ซึ่งทำให้รัฐบาลสามารถใช้อิทธิพลทางอ้อมได้ และบางครั้งสื่อก็ทำการเซ็นเซอร์ตัวเอง สำหรับเสรีภาพทางอินเตอร์เน็ต รัฐบาลยังคงจำกัดการเข้าใช้และลงโทษผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์สถาบัน หรือผู้ที่ให้ข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งยังระบุว่ามีรายงานว่ารัฐบาลได้ติดตามการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ส่วนตัวโดยปราศจากอำนาจทางกฎหมายที่เหมาะสม และแม้โดยทั่วไปบุคคลและกลุ่มต่างๆ จะสามารถมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นโดยสันติผ่านอินเตอร์เน็ตได้ แต่ก็มีข้อจำกัดมากมายเกี่ยวกับเนื้อหาที่โพสต์ อาทิ ข้อความที่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงานของรัฐบาล การพูดถึงเรื่องอื้อฉาวของรัฐบาล และการเตือนการเฝ้าระวังของรัฐบาล
สำหรับ ประเด็นเสรีภาพในการชุมนุมและการรวมตัวกันอย่างสันติ รายงานระบุว่า ไทยเผชิญกับการประท้วงต่อต้านรัฐบาลขนาดใหญ่มากมายตลอดทั้งปี โดยมีการจับกุมและตั้งข้อหากับผู้ประท้วงหลายร้อยคนภายใต้พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 กฎหมายปลุกระดมและกฎหมายหมิ่น รวมถึงกฎหมายอื่นๆ ทำให้มีผู้วิพากษ์วิจารณ์กล่าวหาว่า การจับกุมดังกล่าวเป็นการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมและการรวมตัวกันอย่างสันติ
รายงานได้อ้างข้อมูลจากทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนของไทยว่ามีผู้คน 1,161 คนที่ถูกจับกุมและดำเนินคดีฐานเข้าร่วมการประท้วงต่อต้านรัฐบาลระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2563 ซึ่งรวมถึงผู้มีอายุต่ำว่า 18 ปี 143 คน โดยข้อหาที่พบมากที่สุดคือการละเมิดพรก.สถานการณ์ฉุกเฉินของโควิดที่ 893 คน การชุมนุมมากกว่า 10 คนซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย 320 คน และม.112 อีก 124 คน รัฐบาลยังดำเนินคดีกับนักประชาธิปไตยและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนรายอื่นๆ จากการเป็นผู้นำการประท้วงอย่างสันติ โดยมีการยกตัวอย่างกรณีของนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ นายอานนท์ นำภา และอีกหลายๆ คนมาประกอบ
ใน ประเด็นเสรีภาพและการมีส่วนร่วมทางการเมือง เรื่องพรรคการเมืองและการมีส่วนร่วมทางการเมือง รายงานระบุว่า มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ว่าตำรวจและศาลพุ่งเป้าในการดำเนินคดีไปที่ฝ่ายค้านอย่างไม่เป็นธรรม โดยมีการยกตัวอย่างการยุบพรรคอนาคตใหม่ในปี 2563 ซึ่งนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยกล่าวหาว่าการตัดสินใจดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามทางการเมืองเพื่อทำให้พรรคฝ่ายค้านสำคัญอ่อนแอลง
ประเด็นการดูแลผู้พลัดถิ่นภายในประเทศและผู้ลี้ภัย รายงานระบุว่าการปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัยของรัฐบาลไทยยังคงไม่สอดคล้องกัน หลายครั้งที่รัฐบาลไทยไม่อนุญาตให้บุคคลที่หลบหนีการสู้รบหรือความรุนแรงอื่นๆ ในเมียนมาอยู่ในประเทศไทย แต่ก็ได้ให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัยจำนวนมาก และยังมีอีกหลายกรณีที่มีการให้การคุ้มครองแก่ผู้ที่ถูกขับไล่หรือถูกบังคับให้เดินทางกลับ
ในเรื่องการทารุณกรรมต่อผู้อพยพและผู้ลี้ภัย รัฐบาลไทยยังอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาในค่าย 9 แห่งตามแนวชายแดนอยู่ในประเทศเป็นการชั่วคราว แต่ผู้ลี้ภัยที่อยู่นอกค่ายโดยไม่มีวีซ่าหรือใบอนุญาตเข้าเมืองที่ถูกต้องยังถือว่ามีเป็นผู้อพยพเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งจะต้องถูกจับกุม กักขัง และเนรเทศออกนอกประเทศ อย่างไรก็ดีสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติรายงานว่า ทางการได้ลดการจับกุมที่เกี่ยวข้องกับการย้ายถิ่นฐานลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยบางประเภท อาทิ แม่และเด็ก ผู้ป่วย ได้รับการประกันตัว โดยมีรายงานกรณีการเรียกรับสินบนในการขอประกันตัวด้วย

