การเมืองในฟิลิปปินส์ค่อนข้างจะมีความเข้มข้นมากขึ้นเมื่อใกล้ถึงวันเลือกตั้ง ผู้เขียนได้เล่าเรื่องการเมืองเรื่องการเลือกตั้งในฟิลิปปินส์เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน และวันที่ 30 ธันวาคม 2564 ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ถึงเรื่องของการอุปถัมภ์ของพรรคพวก บริวาร และเรี่องประวัติของผู้สมัครประธานาธิบดี และเรื่องการให้อภัยเรื่องของการตอบแทนบุญคุณในสังคมฟิลิปปินส์ วันที่ 8 พฤศจิกายนในการเลือกตั้งระดับชาติปี 2022 นี้ เป็นวันสุดท้ายของการยื่นใบสมัครของผู้สมัครรับเลือกตั้ง และอีก 38 วันนับจากเดือนเมษายนจนถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2565 ก่อนวันเลือกตั้ง 1 วัน คือวันที่ 9 พฤษภาคม เป็นวันเลือกตั้ง การเลือกตั้งได้มีการเปลี่ยนแปลงผู้สมัครประธานาธิบดีตามความเหมาะสมของพรรคเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงการเลือกตั้งในฟิลิปปินส์ การเลือกตั้งระดับชาตินั้น ตำแหน่งประธานาธิบดีมีความสำคัญมากสำหรับประชาชนในฟิลิปปินส์ เพราะเป็นผู้กำหนดทิศทางและนโยบายต่างๆ ตำแหน่งรองประธานาธิบดีและวุฒิสมาชิกก็เป็นการเลือกตั้งระดับชาติเช่นกัน แต่ไม่มีบทบาทเท่ากับตำแหน่งประธานาธิบดี ส่วนสมาชิกวุฒิสมาชิกมีความสำคัญมากในการอนุมัติกฎหมายระหว่างประเทศ สนธิสัญญา และกฎหมายหรือเรื่องสำคัญๆ ที่บังคับใช้ในประเทศ
การเลือกตั้งระดับชาติครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งทุกตำแหน่งทั่วทั้งประเทศ ประชาชนที่ลงทะเบียนการเลือกตั้งทั้งในและต่างประเทศรวมทั้งหมด 67.3 ล้านคน ในประเทศ 65.7 ล้านคน นอกประเทศ 1.6 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 112 ล้านคน ผู้ลงทะเบียนการเลือกตั้งมาจากกลุ่มหนุ่มสาว 52 เปอร์เซ็นต์ อายุระหว่าง 18-41 ปี ผู้สมัครตำแหน่งประธานาธิบดีต้องหาเสียงในกลุ่มหนุ่มสาวนี้ให้ได้มากที่สุดเพราะเป็นกลุ่มที่ลงทะเบียนมากที่สุด และต้องมีนโยบายที่เป็นผลประโยชน์ต่อพวกเขาซึ่งอยู่ในวัยเรียนและวัยทำงานจึงจะได้เสียงจากพวกเขา เป็นที่น่าสังเกตที่ผู้ลงทะเบียนการเลือกตั้งครั้งนี้มากกว่าการเลือกตั้งปี 2016 (54.4 เปอร์เซ็นต์)
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (Commission on Elections-COMELEC-คอมมิเลค) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ได้จัดการเรื่องการเลือกตั้งทั้งหมดของประเทศ รวมทั้งการหยั่งเสียงประชามติประชาชนในเรื่องสำคัญๆ เช่น รัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ สนธิสัญญา และกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งการแต่งตั้งบุคคลในองค์กรต่างๆ ทั่วประเทศมาช่วยในการเลือกตั้ง และรับรององค์กรตรวจสอบการเลือกตั้ง (Watchdog) เพื่อเป็นแขนขาสังเกตการณ์การเลือกตั้ง ตามกฎหมายการเลือกตั้ง คอมมิเลคมีอำนาจในการกำหนดสถานที่ในการหาเสียง การประชาสัมพันธ์ให้กับทุกพรรคอย่างทั่วถึงกัน การกำหนดขนาดโปสเตอร์และสิ่งพิมพ์ในการหาเสียง การกำหนดเวลาการปราศรัย (Debate) ของคอมมิเลคก่อนการเลือกตั้ง 3 ครั้ง การแต่งตั้งอาสาสมัครขององค์กร์ที่คอมมิเลคให้การรับรอง การกำหนดวันสุดท้ายของการหาเสียงครั้งใหญ่ (Miting de Avance) การลงคะแนนเสียงด้วยเครื่อง Smartmatic ที่นับคะแนนเสียงโดยอัตโนมัติ จนกระทั่งถึงการเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง ซึ่งทั้งหมดนี้ได้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญปี ค.ศ.1987 องค์กรที่ได้รับการรับรองจากคอมมิเลคครั้งนี้คือ PPCRV (Parish Pastoral Council for Responsible Voting) และขณะนี้ได้เตรียมพร้อมโดยมีศูนย์บัญชาการอยู่ที่มหาวิทยาลัย Santo Tomas ร่วมกับ AMA University of Computer Studies เพื่อเตรียมรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลโดยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารด้วยคอมพิวเตอร์โดยมีอาสาสมัคร 200 คนต่อวัน จนกว่าจะเสร็จสิ้นการเลือกตั้งซึ่งมีทั้งหมด 106,000 กลุ่ม (Clusters) ทั่วประเทศ
การเลือกตั้งในฟิลิปปินส์ระดับชาตินี้มี 6 ปีต่อครั้ง การเลือกตั้งเป็นระบบคนเดียวเสียงเดียว (0ne Man One Vote) โดยประชาชนต้องเลือกประธานาธิบดี 1 คน รองประธานาธิบดี 1 คน สมาชิกวุฒิสภา 12 คน (จาก 24 คน) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสภาล่าง 316 คน (รวม Party-list 63 คน) ผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัด 81 คน สมาชิกสภาจังหวัด 782 คน นายกเทศมนตรีเมืองและรองนายกเทศมนตรีเมือง 146 คน สมาชิกสภาเมือง 1,650 คน นายกเทศมนตรีเทศบาลและรองนายกเทศมนตรีเทศบาล 1,488 คน สมาชิกสภาเทศบาล 11,908 คน ส่วนระดับหมู่บ้าน (บารังไก) จะมีการจัดการเลือกตั้งหลังจากการเลือกตั้งระดับชาติแล้ว สมาชิกสภาบังซาโมโร (เขตปกครองตนเอง) และตำแหน่งต่างๆ จะมีการเลือกตั้งในปี ค.ศ.2025 ทั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมในการคัดเลือกผู้สมัครตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญบังซาโมโร
เนื่องจากฟิลิปปินส์ให้ความสำคัญกับผู้สมัครประธานาธิบดีเป็นอันดับแรก จึงขอกล่าวถึงเฉพาะรายชื่อผู้สมัครตำแหน่งนี้ 10 คน ดังนี้
1.Abella, Ernie (Independent)
2.De Guzman, Leody (พรรค PLM – Partido Lakas ng Masa)
3.Domagoso, Isko Moreno (พรรค AKSYON – Aksyon Demokratiko)
4.Gonzades, Norberto (พรรค PDSP – Partido Demokratiko Sosyalista ng Pilipinas)
5.Lacson, Ping (พรรค PDR – Partido Para Demokratikong Reforma)
6.Mangondato, Faisai (พรรค KTPNAN – Katipunan ng Kamalayang Kayumanggi)
7.Marcos, Bongbong (พรรค PFP – Partido Federal ng Pilipinas)
8.Montemayor, Jose JR. (พรรค DPP – Democratic Party of the Philippines)
9.Pacquiao, Manny Pacman (พรรค PROMDI – Abag Promdi)
10.Robredo, Leni (IND) – Independent
ผู้สมัครทั้ง 10 คนนี้เป็นอดีตนักการเมืองที่เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสมาชิก รองประธานาธิบดี นายกเทศมนตรี และแพทย์ ที่คร่ำหวอดมาในวงการเมืองมานานมากทีเดียว และส่วนใหญ่มาจากครอบครัวและตระกูลนักการเมือง ผู้สมัครที่มีคะแนนสูงใกล้เคียงกันมากในขณะนี้คือ Bongbong Marcos และ Leni Robredo
หน่วยงานหลายหน่วยงานได้สำรวจความคิดเห็นต่อผู้สมัครทั้งสอง ผลปรากฏออกมาไม่เหมือนกัน บางหน่วยงาน Bongbong นำ บางหน่วยงาน Leni นำ ที่สำคัญ Google Trends ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศวันที่ 10 มีนาคม 2022 ผลปรากฏว่า Leni ได้ 46 เปอร์เซ็นต์ Bongbong ได้ 26 เปอร์เซ็นต์และก็ได้คาดการณ์ถูกเมื่อปี 2016 ว่า Duterte จะชนะการเลือกตั้ง
ข้อสังเกตในการหาเสียงของผู้สมัครทั้งสองคือ
1.ผู้สมัครทั้งสองต่างก็ไปหาเสียงในจังหวัดหรือในเมืองที่เห็นว่ามีผู้สนับสนุนมาก แต่ผู้ที่มาฟังการหาเสียงทั้งหมดมิได้หมายความว่าเขาจะเลือกผู้นั้น เพราะการเข้าไปร่วมในฝูงชนมาจาก เพื่อนพ้อง บิดา มารดา และสมาชิกในครอบครัวที่ชวนกันไป แต่มิได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าจะได้รับการเลือก
2.นโยบายของผู้สมัครสำคัญต่อผู้เลือกตั้งมาก เช่น Bongbong สนับสนุนนโยบายของ Duterte ในเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ นโยบายต่างประเทศต่อจีน การปราบปรามยาเสพติด การช่วยเหลือคนจน การส่งเสริมธุรกิจระดับเล็กและระดับกลาง การพัฒนาเศรษฐกิจโดยส่งเสริมให้คนมีงานทำมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีพรรคและกลุ่มที่เป็นเครือข่ายท้องถิ่น ได้แก่ พรรคและกลุ่มของ Duterte พรรคเดิมพรรคของ Sara Duterte (สมัครรองประธานาธิบดี) รวมทั้งกลุ่ม Party-list หลายกลุ่ม กลุ่มเครือญาติครอบครัว และเพื่อนของมาร์กอสผู้เป็นบิดาซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนชั้นสูงและกลุ่มผู้ยากจนระดับหนึ่งสนับสนุน โดยใช้คำขวัญว่า UniTeam ความเป็นเอกภาพ
นโยบายดังกล่าวข้างต้น รวมทั้งพรรคและกลุ่มต่างๆ ที่สนับสนุนค่อนข้างกว้างขวาง และ Bongbong มีงบประมาณหาเสียงค่อนข้างมากตามที่คอมมิเลคกำหนดให้หัวละ 10 เปโซต่อคนในตำแหน่งประธานาธิบดี ถ้าผู้จัดการการเลือกตั้งของเขามีความชำนาญก็อาจจะได้ชัยชนะได้ แต่นโยบายของ Bongbong ไม่ได้สร้างความประทับใจให้กับคนรุ่นหนุ่มสาว ด้วยสาเหตุที่เขามีความผิดในเรื่องไม่ได้จ่ายภาษีมรดกที่มาร์กอสผู้บิดามอบให้ก่อนเสียชีวิต รวมทั้งภาษีเงินได้ของเขาด้วย และที่สำคัญคือ การคอร์รัปชั่น ของบิดาในอดีตซึ่งประชาชนต่างก็ทราบดี ก่อนเกิด People Power ในปี ค.ศ.1987 แต่พรรคและกลุ่มของ Bongbong พยายามจะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของบิดาว่าไม่ผิดและสร้างความเจริญให้ประเทศมากมาย ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงช่วงแรกๆ ที่มาร์กอสรับตำแหน่งเท่านั้น ประเด็นนี้เขาอาจจะไม่ได้คะแนนเสียงจากประชาชนบางกลุ่มเช่นกลุ่มระดับกลาง กลุ่มนักศึกษาที่อยู่ในทุกระดับของสังคม
3.นโยบายของ Leni คือ ยกระดับชีวิตคนทั้งหมดโดยใช้คำขวัญว่า Angat Buhay Lahat ในที่นี้คือ พยายามให้บริการทางสังคมให้ถ้วนหน้า มากน้อยตามงบประมาณที่มี ฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศโดยการสร้างงานให้ประชาชนทุกระดับ สนับสนุนธุรกิจระดับกลางและระดับเล็ก ยกระดับการศึกษาทั้งประเทศ สร้างนวัตกรรมในการศึกษา สนับสนุนสุขภาพถ้วนหน้า ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ เพื่อการจัดการที่ดี รวมทั้งสร้างแนวทางต่างๆ ให้มีการพัฒนาที่ยั่งยืน สิ่งเหล่านี้ Leni ได้ดำเนินการมาแล้วในฐานะที่เป็นรองประธานาธิบดีในสมัย Duterte และสำนักงานรองประธานาธิบดีของเธอได้รับการตรวจจากคณะกรรมการตรวจสอบแห่งชาติว่าดีเลิศ
Leni ไม่มีงบประมาณมากมายในการหาเสียง แต่มีองค์กรอาสาสมัครต่างๆ สนับสนุนช่วยหาเสียง เช่น สโมสรโรตารี กลุ่มนักศึกษาจาก University of the Philippines ได้ออกแถลงการณ์สนับสนุน กลุ่มนักศึกษาของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ องค์กรพัฒนาเอกชน ศาสนจักรกลุ่มใหญ่ของ Catholic Bishops Conference of the Philippines ที่สนับสนุนความยุติธรรมทางสังคม และส่วนหนึ่งของกลุ่มรุ่นหนุ่มสาวซึ่งลงทะเบียนเลือกตั้งมากเป็นประวัติการณ์ คือ 52 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญเธอสนับสนุนเครือข่ายไอซีทีของกลุ่ม BPO (Business Processing Outsourcing) ซึ่งเป็นกลุ่มวัยหนุ่มสาววัยทำงาน หน่วยงานนี้เป็น กลุ่มธุรกิจตัวกลางรับจ้างบริการจากต่างประเทศอันดับหนึ่งของเอเชีย โดยเธอได้ร่วมร่วมกับ Business Processing Association of the Philippines ในการกำหนดนโยบาย รวมทั้งนโยบายต่างประเทศที่ประนีประนอมกับจีนโดยคำนึงถึงอธิปไตยของชาติ
เป็นที่น่าสังเกตว่า ประธานที่ปรึกษาธุรกิจระดับกลางและระดับเล็กก็ชอบนโยบายทั้งของ Leni และ Bongbong ในการสนับสนุนธุรกิจด้านนี้
เมื่อพิจารณาดูทั้งหมดทั้งจากผู้สนับสนุนด้านงบประมาณในการหาเสียงและนโยบายของ Leni และ Bongbong แล้ว Leni อาจจะชนะอย่างเฉียดฉิว
แต่ถ้าวิเคราะห์ว่าทำไม Leni อาจจะชนะก็มีหลายประเด็น คือ
1.Bongbong มากจากครอบครัวของมาร์กอสที่เคยทำความเสียหายให้กับประเทศถึงกับล้มละลายในช่วงปี 1980-1986 ประชาชนส่วนหนึ่งก็จะเข็ดขยาดกับครอบครัวของ Bongbong ที่จะมาสร้างเครือญาติบริวารบริหารประเทศจนล้มละลาย
2.Bongbong ไม่ได้เสียภาษีมรดกที่ได้รับจากมาร์กอสเป็นจำนวน 203 พันล้านบาท รวมทั้งภาษีเงินได้ของตนเองด้วย รวมทั้งวุฒิการศึกษาจากอเมริกา
3.ประชาชนที่มีรายได้ต่ำ (D-E) อาจจะกลับมาลงคะแนนเสียงให้ Leni เพราะนโยบายช่วยพวกเขาชัดเจนกว่านโยบายของ Bongbong
4.การหาเสียงของ Leni มีสาระสำคัญในเรื่อง ความสามารถของเธอที่เป็นทั้งนักเศรษฐศาสตร์และนักกฎหมาย และมีความซื่อสัตย์ในขณะที่เธอเป็นรองประธานาธิบดี
5.ข้อมูลของ Google Trends ที่สำรวจประชาชนระดับกว้าง Leni ได้ 46 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ Bongbong ได้ 26 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาจจะเป็นการบ่งชี้ได้ว่าเธอจะชนะการเลือกตั้ง
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น การเลือกตั้งก็หนีไม่พ้นการเมืองเรื่องเครือญาติบริวาร เพื่อนพ้อง และกลุ่มผู้สนับสนุนแต่ละฝ่าย การตัดสินใจเป็นของประชาชนว่าเขาจะฝากอนาคตไว้กับผู้ใด
ย้อนอ่านบทความตอนแรก

