ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ
กับหนังสือดีที่น่าอ่าน
Thai Diplomacy in conversation with Tej Bunnag (1)
เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ (International Studies Center-ISC) ได้จัดงานเปิดตัวหนังสือ Thai Diplomacy in conversation with Tej Bunnag ซึ่งเป็นหนังสือที่ได้รับความสนใจอย่างมากในแวดวงการต่างประเทศ รวมถึงผู้ที่สนใจในเรื่องการต่างประเทศของไทย ในทันทีที่มีการเผยแพร่สู่สาธารณะ
หนังสือดังกล่าวเป็นการตอบคำถามของ คุณเตช บุนนาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และเลขาธิการสภากาชาด ผ่านการพูดคุยสนทนากับ คุณอนุสนธิ์ ชินวรรณโณ อดีตเอกอัครราชทูต และผู้อำนวยการ ISC และนี่คือเนื้อหาที่น่าสนใจในเวทีสัมมนาที่เกิดขึ้น
คุณเตชได้เริ่มต้นกล่าวเปิดการสัมมนาด้วยการกล่าวขอบคุณผู้ที่มีพระคุณหลายท่านในกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่ ท่านแผน วรรณเมธี ซึ่งได้ขอให้คุณเตชที่อยู่ในกรมสารนิเทศมาเป็นเจ้าหน้าที่โต๊ะจีนที่กรมการเมือง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมากสำหรับการทำงานในกระทรวง เพราะต่อจากนั้นคุณเตชได้ใช้เวลาอีก 3 ปีครึ่งทำเรื่องการปรับความสัมพันธ์ไทย-จีนให้เป็นปกติ
จากนั้นก็ได้เรียนรู้จาก ท่านนายกฯอานันท์ ปันยารชุน ที่เป็นผู้ดูแลการเจรจาขั้นสุดท้ายของแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-จีน ซึ่งมีขึ้นที่กรุงปักกิ่งกลางเดือนมิถุนายน 2518 การเดินทางไปร่วมสังเกตการณ์การเจรจาในโอกาสนั้น เป็นสิ่งที่คุณเตชบอกว่าเป็นประโยชน์มาก เมื่อต้องออกไปประจำการในต่างประเทศที่กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย นายกฯอานันท์ก็ระบุให้คุณเตชไปทำงานเกี่ยวกับอาเซียน ซึ่งกลายเป็นจุดสำคัญในชีวิตราชการ ที่ทำให้คุณเตชกลายเป็นคนที่มีจิตวิญญานของความเป็นอาเซียน ไม่ได้เป็นเพียงนักการทูตไทยเท่านั้น แต่เป็นนักการทูตที่ทำงานเรื่องอาเซียนอีกด้วย
“ผมพูดมาตลอดว่าหัวใจของการทูตไทยมันเต้นอยู่กับประเทศเพื่อนบ้าน มันเต้นอยู่กับประเทศในอาเซียน การที่ท่านนายกฯอานันท์ได้ให้ผมไปเป็นเลขานุการเอกที่จาการ์ตา เป็นอีกจุดหนึ่งที่สำคัญมากในชีวิตราชการของผม ขณะที่ ท่านอาสา สารสิน ก็มีพระคุณอย่างสูงต่อผมในชีวิตราชการเช่นกัน ท่านส่งเสริมและสนับสนุนผมตั้งแต่วันแรกที่เข้ากระทรวงจนถึงวันนี้ พระคุณของคุณแผน คุณอานันท์ และคุณอาสาที่มีต่อผม เป็นสิ่งที่ผมซาบซึ้งมากและจะจำไว้ตลอดไปในชีวิต”คุณเตชกล่าว

รศ.ดร.ศุภมิตร ปิติพัฒน์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงจุดเด่นของหนังสือเล่มนี้ว่า ทำให้เห็นทัศนมิติคือเห็นได้ทั้งหมดรวมอยู่ในหนังสือ ส่วนที่ประทับใจแรกสุดคือวิธีสนทนาของทั้งสองท่าน และวิธีตอบคำถามของคุณเตชที่เป็นวิธีตอบคำถามของนักประวัติศาสตร์ คือเลือกตอบคำถามโดยจับเส้นเวลามาให้เราพิจารณา มีการเทียบเวลาก่อนหลัง และจัดสิ่งที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ และจัดมุมมองลงไปในเส้นเวลาเหล่านั้น การมองจากประวัติศาสตร์จะทำให้เรามองได้หลายแง่มุม และยังจัดคำถามใหม่ให้มองอีกแบบหนึ่ง เป็นวิธีที่จะเปลี่ยนมุมมอง
ขณะเดียวกันประวัติศาสตร์มันมีเรื่องเล่า การถ่ายทอดความเป็นมาของเรื่องต่างๆ ทำให้เห็นความหมายแบบหนึ่ง สิ่งที่คิดว่าเป็นเสน่ห์สำคัญในงานเล่มนี้ยังมีการนำเสนอความหมายโดยคำที่เลือกมาใช้ ศิลปะของการจัดคำเลือกคำมันสามารถเลี่ยงข้อถกเถียงบางอย่างด้วยการยกระดับไปหาคำตอบอีกชั้นหนึ่ง เป็นการเลี่ยงความขัดแย้งได้อย่างสวยงาม
ในแง่งานการทูตไทย มีส่วนที่เราเรียนรู้ได้ในเรื่องพื้นฐาน ปกติเรื่องพื้นฐานเหมือนมันจะเป็นเรื่องง่าย แต่เรื่องที่ง่ายหรือคำถามพื้นฐาน บางทีมันเป็นเรื่องที่ตอบได้ยาก นอกจากนี้ยังมีการตัดสินใจซึ่งต้องการทิศทางจากส่วนกลาง ซึ่งบางทีส่งมาไม่ชัด แต่คนที่อยู่ตรงนั้นต้องดำเนินการ พอทิศทางไม่ชัด ความรับผิดชอบจะเป็นปัญหาย้อนกลับมาอย่างไร
ข้อเท็จจริงก็ส่วนหนึ่งซึ่งพลาดไม่ได้ นักการทูตไม่สามารถผิดพลาดในเรื่อง fact แต่เหนือจากนั้นมันมี reality ซึ่งจะมีทั้งอารมณ์ ความรู้สึก การตีความผสมไปหมด การจัดการตรงนี้เป็นการจัดการอย่างน้อย 3 ระดับ 1.จัดการผลประโยชน์ของรัฐ 2.ต้องรักษาหลักการระหว่างประเทศ 3.ต้องจัดความเข้าใจให้กับสาธารณะที่พร้อมจะค้านหรือแย้งอย่างไร นี่เป็นโจทย์ที่นักการทูตต้องเตรียมรับมือ
อีกเรื่องที่ถ้าไม่พลาดจะไม่มีใครมาขอบคุณ แต่ถ้าพลาดจะเป็นเรื่องใหญ่ และแก้ได้ยาก คือเรื่องพิธีการ เรื่องขบวนรถ ดังนั้นจะบอกว่าอะไรสำคัญกว่าอะไร งานเจรจาบนโต๊ะ หรืองานรับแขกอยู่หน้างานและแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ตอบได้ยาก แต่ทั้งหมดนี้เป็นงานพื้นฐานของนักการทูต ซึ่งรายละเอียดมีหลายระดับที่ต้องรวมเข้ามาอยู่ในข้อคิดคำนึงเวลาทำงาน ทำให้เห็นว่าในแง่หนึ่งความรู้แบบจบดร.มาจากไหนอาจไม่ใช่ความรู้ที่จำเป็นและส่งผลต่อความสำเร็จในการทำงานได้
มีสูตรสำเร็จบางอย่างคือการจัดเรียงเงื่อนไขหลายๆ อย่างที่ต้องตอบโจทย์ปัญหาที่ต้องแก้ไขให้ลงตัว (alignment) อย่างเรื่องเวียดนามบุกกัมพูชา สุดท้ายมีการปรับตัวจนปัญหาคลี่คลายไป จนเวียดนามรู้สึกว่าไม่ใช่ความพ่ายแพ้ของเขา และยังกลับมาเป็นสมาชิกอาเซียนได้อีก การถอดบทเรียนนี้อย่างจริงจังและอ่านระหว่างบรรทัดในสิ่งที่คุณเตชเสนอไว้ จะทำให้เราเรียนรู้วิธีที่จะจัด alignment ออกมา
มันจัดไม่สำเร็จในขั้นเดียว แต่ต้องจัดบนเส้นเวลาที่ดำเนินไปเป็นระยะแต่ในหว่างนั้นมันมีโจทย์ให้ต้องแก้ไข ต้องหาทางให้มันออกมาลงตัวให้ได้ การจัดการบนเส้นเวลาจึงเป็นอีกเงื่อนไขที่สำคัญในการทำงานการทูต เพราะความริเริ่มใดๆ ที่ไทยได้ริเริ่มไว้มันจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าไม่มีการตามจัดการต่อจากนั้นออกมา และการจัดการต่อจากนั้นคือการที่ทำให้เกิด alignment ในองค์ประกอบต่างๆ ให้ได้ และผลักให้มันคืบหน้าต่อไปเรื่อยๆ
คุณเตชพูดถึงความเป็นศูนย์กลางของไทยและอาเซียน มันอยู่ที่ไหนก็อยู่ที่ความริเริ่ม การสร้างกลไกใหม่ๆ ในอาเซียนเอง แต่ก็อยู่ที่เราจะรู้จักการปรับนำองค์ประกอบต่างๆ มาทำให้เกิดผลสัมฤิทธิ์บนเส้นเวลานั้น ซึ่งการทูตไทยเคยทำสำเร็จมาแล้ว และเป็นแกนกลางในการทำสิ่งเหล่านั้นออกมา

ด้าน คุณสุทธิชัย หยุ่น นักสื่อสารมวลชนอาวุโส กล่าวว่า หนังสือเล่มนี้อ่านแล้วสนุกมาก ท่านทูตอนุสนธิ์ก็ถามได้ดีมาก หลายๆ คำถามก็ถามตรงประเด็น แต่คุณเตชจะมีวิธีการทูตแบบที่นิ่มมาก คือคำถามนี้ดีมาก แต่ตอบอีกแบบหนึ่งได้ไหม ทำให้คำถามที่ละเอียดอ่อนทั้งหลาย ซึ่งเป็นคำถามที่เราอยากรู้ มีการตั้งคำถามในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งดีมากและเป็นจุดที่น่าสนใจ และคำตอบเราก็ได้แต่ไม่จำเป็นต้องตอบตรงกับคำถาม ในคำตอบหลายอย่างก็เปิดประเด็นใหม่มาให้เข้าใจ
อย่างคำถามเรื่องการทูตไทยลู่ตามลมนี่เป็นอย่างไร มันสนุกตรงที่คุณเตชพยายามจะบอกว่าไอ้ที่ลู่ตามลมนี่มันมีทั้งด้านบวกและด้านลบ ถ้าเรามองด้านบวกคืออะไร และเรียงลำดับให้คนอ่านได้เลยว่าข้อดีคืออะไร และข้อเสียที่คนอื่นเขาวิจารณ์เราเขามองอย่างไร แล้วยกตัวอย่าง ลี กวน ยู ก็ยังเห็นว่านโยบายนี้ของไทยสุดยอด แล้วเขาเอาไปคิดต่อและบอกว่าเราไม่ได้ลู่ตามลม แต่ลู่ไปก่อนลม ทำให้คิดว่าเราไม่ได้ลู่ไปตามลม แต่ดูทิศทางลมและเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ได้ และสรุปด้วยการให้สัมภาษณ์ว่าเราใช้คำว่า pragmatism (ปฏิบัตินิยม) ซึ่งสามารถอธิบายทั้งซ้ายขวา และสรุปให้ฟังว่าจริงๆ แล้วนโยบายของไทยยืดหยุ่น
อ่านสนุกเพราะตรงนี้มันคือบทเรียนที่ล้ำค่ามากสำหรับทุกคนที่ไม่จำเป็นต้องเป็นนักการทูต ไม่ว่านักธุรกิจ นักวิชาการ นักการทหาร ควรจะต้องอ่านและศึกษาหนังสือเล่มนี้ เพื่อจะได้เข้าใจกระบวนการคิดของคุณเตชที่พูดในหนังสือเล่มนี้ มันสอนให้เรามีเหตุผล สอนให้เราเข้าใจถึงเบื้องหลังของเรื่อง และที่มันให้เราเห็นเบื้องหน้าและเบื้องหลังว่ามันมีที่มาที่ไปอย่างไร ฉะนั้นทุกเรื่องอธิบายได้ ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ด้วยการที่หนังสือเล่มนี้เป็นการคุยกันแบบถามตอบ ไม่ใช่เขียนเป็นวิชาการ สั้นและเข้าประเด็น คนถามสามารถย้อนกลับไปถามประเด็นที่ไม่ชัดได้ มันให้ความรู้และให้ภาพของการมีปฏิสัมพันธ์ในการสนทนาที่ดี ต่อไปนี้เวลาที่จะพูดถึงเรื่องยากๆ ทำเป็นการสนทนาแบบนี้น่าจะเป็นประโยชน์และเข้าถึงได้มากกว่า
หนังสือเล่มนี้น่าจะแปลเป็นภาษาไทย แม้จะบอกว่ายากเพราะภาษาที่ใช้สลับซับซ้อน แต่ถ้ามีการแปลเป็นภาษาไทย คนอ่านไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาหรือเด็กๆ อ่านแล้วจะสนุกมาก และจะเห็นพลังของการทูตไทยที่ถ้าทำถูกต้อง โดยมืออาชีพจริงๆ โดยวิเคราะห์ และโดยคิดอะไรมากกว่าเพียงที่เห็นอยู่ข้างหน้า มันจะเป็นประโยชน์และจะสร้างความภาคภูมิใจของคนไทย ไม่ใช่เฉพาะในแวดวงทางการทูตหรือกระทรวงการต่างประเทศ เพราะคนไทยทั่วไปจะรู้สึกว่าเรามีซอฟพาวเวอร์ในทางการทูตมหาศาล ที่สามารถที่จะขยายผลต่อยอดขึ้นไปและทำเป็นนโยบายจริงๆ ว่าการทูตไทยกับซอฟพาวเวอร์ต้องไปกันอย่างไร
อีกประการหนึ่งที่ชอบในหนังสือเล่มนี้คือคุณเตชไม่ได้วางตัวเป็นนักการทูต หรือวางตัวเป็นผู้รู้ ผู้สันทัดกรณี ฉันเก่งกล้าสามารถและตัดสินใจถูกต้อง เล่าให้เราเห็นภาพความเป็นความเป็นมนุษย์ของนักการทูตว่ามันมีหลายมิติ แต่ที่สำคัญที่สุดคือการทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ มันต้องเข้าใจอะไรบ้าง และมันต้องมีบทบาทอะไรบ้าง
มันสอนให้คนอ่านได้เห็นถึงการใช้การตัดสินใจ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า การมองประโยชน์ประเทศชาติมองจากมุมไหนได้บ้าง ฉะนั้นหนังสือเล่มนี้สนุกมากและได้ประโยชน์ จุดสำคัญที่จับได้คือคุณเตชสรุปว่า 1.ประเทศไทยต้องมีแนวความคิดแบบสากลมากขึ้น 2.คือต้องชกน้ำหนักของรุ่นตัวเองอย่าชกต่ำกว่าน้ำหนักรุ่น ซึ่งคิดว่าเป็นสองประเด็นที่ควรจะเป็นวาระแห่งชาติจริงๆ ว่าเราจะทำอย่างไรที่จะทำให้เราสู้ในน้ำหนักของเราไม่ใช่ต่ำว่า ไม่ใช่เพราะเขิน ขี้อาย หรือมีปมด้อย และทำอย่างไรถึงให้ภาพรวมของคนไทยทั้งหมดมีวิธีคิดแบบสากลมากขึ้น
ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดหนังสือ Thai Diplomacy in conversation with Tej Bunnag ได้ที่เว็บไซต์ www.isc.mfa.go.th


