โลกลุ้นเอาผิดปูติน อาชญากรสงคราม สังหารโหดชาวยูเครน
เสียงโลกร้องกระหึ่มหนักให้สอบสวนดำเนินคดีในข้อหาก่ออาชญากรรมสงครามกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ที่สั่งการให้กองทัพทำสงครามรุกรานยูเครน แต่เลี่ยงบาลีเรียกว่าเป็น ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร หลังปรากฏภาพสุดช็อกของศพพลเรือนชาวยูเครนจำนวนมากนอนตายกระจายเกลื่อนอยู่บนถนนหลายสาย และศพอีกจำนวนมากถูกจับฝังรวมกันอยู่ในหลุมศพหมู่ที่ขุดขึ้นอย่างลวกๆ ในเมืองบูชา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน ถูกตีแผ่สู่สายตาชาวโลก หลังทหารรัสเซียถอนกำลังออกจากเมืองนี้
สภาพการตายของศพชาวยูเครน หลายรายถูกจับมัดเท้ามัดมือไพล่หลัง มีร่องรอยถูกกระสุนปืนยิงเจาะเข้าที่ศีรษะด้านหลัง บ่งชี้ถึงการถูกยิงในระยะประชิด บ้างถูกยิงเข้าที่กระบอกตา บ้างโดนยิงกรอกปาก บางรายนอนล้มตายคาจักรยานที่ขี่มา บางศพลอยอืดคาบ่อน้ำ
ภาพอันน่าสยดสยองเหล่านี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวของพยานหลักฐานที่จะมัดตัวเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดกับการบุกโจมตียูเครนของรัสเซีย แน่นอนว่าตัวการใหญ่สูงสุดนั่นก็คือ ปูติน
ท่ามกลางเสียงเรียกร้องของประชาคมโลกให้นำตัวผู้ก่อสงครามนองเลือดครั้งเลวร้ายที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่าง ปูติน มารับผิดชอบตามกระบวนการยุติธรรมที่มีอยู่ แต่คำถามคือ สามารถนำตัว ปูติน มาดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศได้หรือไม่
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า อาชญากรรมสงครามคืออะไร
ใดๆ ในโลกล้วนมีกฎ สงครามเองก็เช่น ภายใต้อนุสัญญาเจนีวา ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่ถูกนำมาใช้ในยามสงครามและกฎหมายทางมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่มีอยู่ มีบทบัญญัติว่า ห้ามโจมตีเป้าหมายพลเรือน หรือโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ห้ามใช้อาวุธต้องห้าม เช่น ทุ่นระเบิดสังหาร อาวุธเคมีและอาวุธชีวภาพ เป็นต้น
ผู้ป่วยและผู้ได้รับบาดเจ็บจะต้องได้รับการดูแล รวมถึงทหาร ซึ่งยังคงดำรงสิทธิขั้นพื้นฐานของตนเองแม้เป็นเชลยสงคราม ตลอดจนห้ามกระทำผิดร้ายแรง เช่น การเข่นฆ่าสังหาร และข่มขืน หากมีการละเมิดถือว่าเป็นการก่ออาชญากรรมสงคราม และเข้าข่ายการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติอีกด้วย
กรณีของรัสเซียที่ทำสงครามรุกรานยูเครนนั้น เข้าข่ายการก่ออาชญากรรมสงครามหรือไม่
ขณะนี้หลายฝ่ายกำลังสอบสวนและรวบรวมข้อมูลการกระทำผิดที่เข้าข่ายก่ออาชญากรรมสงครามของรัสเซีย โดยมีแหล่งข้อมูลที่เป็นพยานหลักฐานสำคัญ 4 แหล่งใหญ่ คือ 1.ความพยายามรวบรวมข้อมูลหลักฐานและข้อมูลทางนิติเวชของทางการยูเครนเอง 2.ข้อมูลข่าวกรองของสหรัฐและชาติพันธมิตร 3.วัตถุพยานที่รวบรวมโดยองค์การระหว่างประเทศต่างๆ รวมถึงสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่เกี่ยวข้อง และ 4.การสืบค้นข้อเท็จจริงในการรายงานข่าวขององค์กรสื่ออิสระต่างๆ ทั้งที่เป็นรูปถ่าย คำให้สัมภาษณ์ของพยานผู้ประสบเหตุ และข้อมูลเอกสารต่างๆ
ขณะนี้ชุดสอบสวนของหลายฝ่าย รวมถึงสื่อมวลชนที่ลงพื้นที่ทำข่าว ต่างพบวัตถุพยานสำคัญที่บ่งชี้ให้เห็นถึงการเจตนาสังหารพลเรือนผู้บริสุทธิ์ชาวยูเครน ดังภาพสุดสลดในเมืองบูชาและพื้นที่ใกล้เคียงอื่นๆ
ยังมีหลักฐานจากเหตุที่กองกำลังรัสเซียโจมตีทางอากาศถล่มโรงพยาบาลผดุงครรภ์แห่งหนึ่ง และโรงละครแห่งหนึ่งในมารีอูปอล เมืองท่าทางตอนใต้ของยูเครน ที่มีพลเรือนชาวยูเครน รวมถึงผู้หญิงและเด็กจำนวนมากหลบภัยอยู่นับพัน ทั้งๆ ที่โรงละครแห่งดังกล่าวมีการเขียนตัวหนังสือขนาดใหญ่ด้านนอกให้รับรู้ว่ามี เด็ก อยู่ก็ตาม
ก่อนหน้านั้นยังมีภาพเหตุการณ์ฟ้องชัดว่าเป้าหมายที่รัสเซียโจมตีทางอากาศ ส่วนใหญ่ยังเป็นชุมชน อาคารที่พักอาศัย โรงเรียน โรงพยาบาล ระบบสาธารณูปโภค และห้างสรรพสินค้า ซึ่งเข้าข่ายละเมิดกติการะหว่างประเทศในการทำศึกสงคราม
อีกการกระทำที่เข้าข่ายก่ออาชญากรรมสงครามของรัสเซียคือ มีพยานหลักฐานว่ารัสเซียใช้ระเบิดดาวกระจาย (cluster bombs) โจมตีพื้นที่พลเรือนในเมืองคาร์คีฟ และยังใช้ระเบิดสุญญากาศ (Thermovaric weapon) ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง แม้จะไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศข้อใดห้ามการใช้ระเบิดสุญญากาศโดยตรง แต่หากมีหลักฐานยืนยันว่ารัสเซียนำระเบิดสุญญากาศมาใช้โจมตีเป้าหมายพลเรือนจริง ก็จะเข้าข่ายละเมิดกฎของสงคราม
สำหรับกลไกหลักในกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศที่ดำเนินคดีเกี่ยวกับสงคราม มีอยู่ 2 ศาลสำคัญคือ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ) ทำหน้าที่ระงับข้อพิพาทขัดแย้งระหว่างรัฐต่อรัฐ แต่ไม่สามารถดำเนินคดีเอาผิดกับปัจเจกบุคคลได้ ขณะนี้ยูเครนเริ่มกระบวนการฟ้องร้องรัสเซียไปแล้ว
หากไอซีเจตัดสินว่ารัสเซียมีความผิด คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) จะเป็นกลไกทำหน้าที่บังคับใช้มาตรการลงโทษต่อไป ทว่ารัสเซียซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกถาวรยูเอ็นเอสซี สามารถใช้สิทธิวีโต้คัดค้านการลงโทษต่อรัสเซียได้
อีกศาลคือ ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) ทำหน้าที่สอบสวนดำเนินคดีอาชญากรสงครามผู้ก่อเหตุก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยอัยการไอซีซีอาจยื่นฟ้องปูตินและคนใกล้ชิดที่เกี่ยวข้องว่าก่ออาชญากรรมสงคราม จากการออกคำสั่งโดยตรงให้ทำสงครามโจมตี หรือล่วงรู้เกี่ยวกับการก่ออาชญากรรมของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา แต่กลับล้มเหลวที่จะป้องกันการกระทำอันเลวร้ายดังกล่าว
คาริม ข่าน อัยการสูงสุดของไอซีซี ซึ่งเป็นทนายความชาวอังกฤษ ได้เปิดการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานถึงความเป็นไปได้ว่ามีการก่ออาชญากรรมสงครามขึ้นในยูเครนมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ซึ่งเขาชี้ว่ามีเหตุผลอันเชื่อได้ว่ามีการก่ออาชญากรรมสงครามเกิดขึ้นในยูเครน โดยทีมสอบสวนจะสอบย้อนไปถึงในปี 2013 ก่อนที่รัสเซียจะผนวกดินแดนไครเมียของยูเครนเป็นของรัสเซียในปี 2014 ด้วย
หากพยานหลักฐานมีน้ำหนักแน่นหนา อัยการจะร้องขอให้องค์คณะผู้พิพากษาศาลไอซีซีออกมาหมายจับเพื่อนำตัวบุคคลที่ถูกกล่าวหามาไต่สวนดำเนินคดีที่ศาลไอซีซี ณ กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์
อย่างไรก็ตาม ไอซีซียังมีขอบเขตอำนาจที่จำกัดในทางปฏิบัติ เพราะไม่มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นของตนเอง ต้องพึ่งพารัฐภาคีในการจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยกระทำผิดมาขึ้นศาล
ทว่ากรณีของ ปูติน ปัญหาใหญ่ก็คือทั้งรัสเซียและยูเครนต่างไม่ได้เป็นภาคีสมาชิกของไอซีซี โดยรัสเซียได้ถอนตัวออกจากการเป็นภาคีไปเมื่อปี 2016 ทำให้ไอซีซีไม่มีขอบเขตอำนาจศาลเหนือรัสเซีย นอกจากนี้ไอซีซียังไม่สามารถพิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้อีกด้วย
หากไอซีซีมีอำนาจจำกัดเช่นนั้น ยังมีช่องทางอื่นหรือไม่ในการดำเนินคดีเอาผิดกับ ปูติน และคนวงในใกล้ชิดที่ก่ออาชญากรรมสงครามในยูเครน
ต่อประเด็นนี้ผู้สันทัดกรณีได้หยิบยกหลายกรณีในอดีตที่ผ่านมา ที่มีการตั้งศาลพิเศษขึ้นเฉพาะคดีเพื่อไต่สวนคดีเอาผิดกับอาชญากรสงคราม หนึ่งในนั้นคือกรณีอดีต ยูโกสลาเวีย ที่ตั้งขึ้นในปี 1993 เพื่อสอบสวนการก่ออาชญากรรมที่เกิดขึ้นระหว่างสงครามบนคาบสมุทรบอลข่าน ที่ฟ้องร้องดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหา 161 ราย ถูกพิพากษาตัดสินโทษ 90 ราย รวมถึง นายสโลโบดาน มิโลเซวิช ผู้นำยูโกสลาเวียในขณะนั้น
หรือในปี 1994 กรณี รวันดา เพื่อดำเนินคดีเอาผิดกับผู้ก่อเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และก่ออาชญากรรมอื่นๆ ในประเทศรวันดา มีผู้ถูกดำเนินคดี 93 ราย ถูกพิพากษาโทษ 62 ราย
ส่วนกรณีของสงครามยูเครน ที่ปูตินเป็นผู้ก่อขึ้น สุดท้ายแล้วจะไปจบลง ณ ตรงจุดไหนก็ตาม แต่เชื่อว่าประชาคมโลกต้องการเห็น ทั้ง ปูติน และบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดกับการก่อสงครามนองเลือดที่ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ในยูเครนต้องบาดเจ็บล้มตายอย่างน่าอนาถ ต้องได้รับบทลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมที่เป็นหลักค้ำจุนมนุษยชาติบนโลกใบนี้

