หมายเหตุ”มติชน” – พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไม่เพียงแต่เป็นศูนย์รวมจิตใจคนไทยทั้งประเทศ แต่พระองค์ยังทรงมีบทบาทเป็นที่ยอมรับในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งในฐานะองค์พระประมุขที่ทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในโลก และทรงเป็นนักพัฒนาจนได้รับการทูลเกล้าฯรางวัลมากมาย “มติชน” จึงได้สัมภาษณ์บุคคลที่มีส่วนต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทยในประเด็นดังกล่าว
ดอน ปรมัตถ์วินัย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระราชสมภพในสหรัฐ และทรงเจริญวัยในยุโรปแม้จะอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมแบบตะวันตกแต่ทรงได้รับการเลี้ยงดูเอาใจใส่ฟูมฟักให้เรียนรู้ถึงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตแบบไทยๆ จากพระบรมราชชนนีดังนั้นพระองค์ทรงเป็นบุคคลที่สะท้อนถึงการผสมผสานระหว่างโลกตะวันออกและโลกตะวันตกได้อย่างเลอเลิศที่สุด ดังที่เราได้เห็นจากพระราชกรณียกิจ และโครงการตามแนวพระราชดำริต่างๆ ที่ถือว่ามีความก้าวหน้ากว่าคนไทยในยุคเดียวกัน โดยเฉพาะในพระปฐมบรมราชโองการที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ที่ไม่เพียงแต่จับใจแต่พระองค์ทรงครองแผ่นดินด้วยทศพิธราชธรรมเช่นนั้นตลอดรัชสมัย
พระองค์ทรงใช้สิ่งที่เรียนรู้ทุกอย่างมารวมกันเพื่อยังประโยชน์ให้กับประชาชนในประเทศด้วยความรู้ที่สมบูรณ์แบบรอบด้าน ทั้งกีฬา ศิลปะ ดนตรี น้ำ ดิน สิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการเรื่องต่างๆ เหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นนักพัฒนาชั้นยอดของโลกและพระปรีชาสามารถยังเป็นที่รับรู้ในระดับโลก จึงได้มีการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลต่างๆ เป็นจำนวนมาก ปัจจุบันสิ่งที่พระองค์ทรงคิดค้น ค้นคว้า ยังสามารถยังประโยชน์ให้กับประเทศอื่นๆ อาทิ โครงการทำฝนหลวงซึ่งขณะนี้ประเทศจอร์แดนก็ได้นำไปใช้
ด้วยเหตุที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกก็ทำให้มีการยอมรับประเทศไทยในระดับหนึ่ง รับรู้ว่าพระองค์มีส่วนทำให้เกิดเสถียรภาพในประเทศ ซึ่งยังประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ความมั่นใจการเข้ามาค้าขาย ลงทุน และท่องเที่ยว ทั้งยังรวมถึงมิติทางด้านการเมืองที่นานาประเทศก็เห็น ว่าหลายยุคหลายสมัยมา แม้ไทยจะมีปัญหาในบ้านเมืองก็ตาม สุดท้ายก็มีทางออกเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่นานาประเทศเชื่อมั่นกับประเทศไทยอย่างสูง ยิ่งกับผู้ที่เคยมีโอกาสได้สัมผัสหรือเข้าเฝ้าฯ พระองค์โดยตรงจะยิ่งมีความศรัทธาในมุมมองและพระปรีชาสามารถในอีกหลายๆ ด้านของพระองค์
ในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ ขณะนี้เราได้นำเอาปรัญชาเศรษฐกิจพอเพียง (เอสอีพี) ของพระองค์มาเสนอให้เป็นทางเลือกหนึ่งที่ใช้เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (เอสดีจีส์) ที่เรียกกันติดปากว่า SEP for SDG ซึ่งที่ประชุมรัฐมนตรีกลุ่ม 77 ได้ให้การรับรองเรื่องดังกล่าวในแถลงการณ์ของที่ประชุมเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เอสอีพีสามารถปรับใช้ได้ไม่เฉพาะกับภาคเกษตร แต่ยังรวมถึงภาคธุรกิจ สิ่งแวดล้อม โครงสร้างพื้นฐาน หรือสาธารณสุข นอกจากจะร่วมมือกับประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันแล้ว ก็ยังมีความร่วมมือกับประเทศพัฒนาแล้วในลักษณะ 3 ฝ่ายด้วย
บัดนี้เป็นที่รับรู้ว่าประเทศไทยมีวิธีการบริหารจัดการที่ทำให้วาระเอสดีจีส์มีความเป็นไปได้ที่จะบรรลุผลได้อย่างดี และทำให้เป้าหมายเอสดีจีส์ทั้ง 17 เป้าหมายรวมตัวกัน สิ่งนี้จะทำให้ไทยได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางมากขึ้นในโลก เป็นสิ่งพิเศษเฉพาะตัวที่จะเกื้อกูลผู้อื่นได้และเป็นสิ่งที่เขาเห็นคุณค่า ซึ่งแม้เราจะนำเสนอเรื่องนี้ต่อในช่วงเวลาไม่ถึง 1 ปีก็ยังได้รับการขานรับจากนานาประเทศ และจะมีส่วนสร้างความสำเร็จในด้านอื่นๆ อาทิ การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม เพียงแต่ขอให้รู้ว่านี่คือพลังที่มีคุณค่าและจะเสริมฐานะของไทย ทั้งยังถือว่าเป็นการสร้างแบรนด์ให้กับประเทศไทยในโลกว่าเรามีสิ่งที่เป็นอำนาจละมุน (soft power) ในการดำเนินนโยบายทางการทูตด้วย
กระทรวงการต่างประเทศเป็นหนึ่งในกระทรวงที่มีความใกล้ชิดผูกพันกับพระองค์ท่านมากที่สุด เพราะงานของเราในต่างประเทศล้วนทำในนามผู้แทนพระองค์ทั้งสิ้น ก่อนหน้าที่จะไปปฏิบัติหน้าที่ก็ต้องเข้าเฝ้าฯ ซึ่งพระองค์จะมีพระราชปฏิสันถารให้คำแนะนำในการทำงานในต่างประเทศ และกลับมาประชุมทูตทุกครั้งก็จะมีพระบรมราชานุญาตให้เข้าเฝ้าฯ มีพระราชดำรัสพระราชทานให้เรามีความเข้าใจมากขึ้นในเรื่องต่างๆ ในบริบท ณ เวลานั้น
พระองค์เสด็จฯเยือนต่างประเทศตั้งแต่ปี 2502-2510 หากไม่นับที่เสด็จฯไปทรงประกอบพิธีเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาวเมื่อปี 2537 เป็นเวลากว่า 49 ปีที่ไม่เสด็จฯเยือนต่างประเทศทั้งที่สามารถทำได้ แต่พระองค์ทรงเลือกที่จะไม่ไปเพราะต้องการใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับประชาชนชาวไทย โดยเสด็จฯ ไปทุกจังหวัดในทุกภาคของประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากมาก
อยากให้คนไทยทั้งมวลเข้าใจว่า 70 ปีที่พระองค์ทรงครองราชย์ ท่านเสียสละให้กับประเทศ อาจมีความพยายามที่จะบิดเบือนความจริง หรือเอาไปปลุกปั่นตามธรรมชาติของมนุษย์บ้าง โชคดีที่คนกลุ่มนี้มีเล็กน้อยมาก แต่ก็ยังถูกต่างชาติเอาไปใช้ประโยชน์ได้ขนาดนั้น ในเรื่อง ม.112 เราก็น้อยใจที่เขาไม่เข้าใจว่าทุกประเทศต้องมีกฎหมายเฉพาะด้านเฉพาะตัวของตนเอง และไม่พยายามที่จะเข้าใจหรือเข้าใจน้อยเกินไป
แต่ก็เชื่อว่าวันแต่ละวันที่ผ่านพ้นไปในอนาคตจะมีความซาบซึ้งขึ้นเรื่อยๆ

“เปียโนของในหลวง”
สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจที่เกิดขึ้นคือในสมัยที่รัฐมนตรีดอนดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำสวิตเซอร์แลนด์ในราวปี 2540 ได้มีการย้ายที่ตั้งของสถานเอกอัครราชทูตไทยจากเดิมที่อยู่ในอพาร์ตเมนต์ มาซื้ออาคารสถานเอกอัครราชทูตในปัจจุบันที่ถนนเคียร์ชสตราสเซ ปรากฏว่าวันหนึ่งมีคนโทรศัพท์มายังสถานทูตและแจ้งว่ามีเปียโนหลังหนึ่งที่คิดว่าเป็นเปียโนที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดชเคยทรง ขณะประทับอยู่ที่โลซานน์กับพระบรมราชชนนี เพราะเปิดพบรอยแกะสลักว่า Prince of Siam อยู่ที่ไม้ข้างในตัวเครื่อง และยังพบว่าสมเด็จพระบรมราชชนนีเคยเช่าเปียโนหลังดังกล่าว
ครอบครัวโอลองท์ซึ่งอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ใกล้กับโลซานที่เป็นผู้ครอบครองเห็นว่าเปียโนหลังนี้เป็นของมีค่าจึงอยากมอบให้เป็นสมบัติของคนไทย ท่านทูตดอนในขณะนั้นจึงได้จัดรถไปรับเปียโนหลังนี้มาตั้งไว้ที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงเบิร์น และยังคงตั้งอยู่ที่นั่นมาจนทุกวันนี้ ทั้งยังพูดกับข้าราชการในสถานเอกอัครราชทูตว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อ เพราะเปียโนหลังนี้ได้มาในเวลาที่พอเหมาะพอดี หากได้รับการติดต่อมาก่อนหน้านี้ สถานทูตก็ไม่มีสถานที่ที่เหมาะสมที่จะนำเปียโนมาจัดวางเพื่อเทิดพระเกียรติของพระองค์
เปียโนหลังนี้จึงนับเป็นของมงคลที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงเบิร์นได้รับมาในเวลาที่เหมาะสมเป็นที่สุดด้วย

