หน้าแรก ต่างประเทศ ‘มาร์กอส จูเน...

‘มาร์กอส จูเนียร์’ ล้างคราบไคลเผด็จการ ผงาดนั่งปธน.ฟิลิปปินส์

13.05.22 | 09:20 น.

สกู๊ปหน้า 1 : ‘มาร์กอส จูเนียร์’ ล้างคราบไคลเผด็จการ ผงาดนั่ง ปธน.ฟิลิปปินส์

เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ หรือ “บองบอง” ลูกชายอดีตผู้นำเผด็จการ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ผู้ล่วงลับ ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ค่อนข้างจะแน่นอนแล้ว หลังจากผลการเลือกตั้งเบื้องต้นพบว่า มาร์กอส จูเนียร์ ได้รับคะแนนเสียงไปอย่างท่วมท้นถึง 31 ล้านเสียง ทิ้งห่างคู่แข่งมากถึง 2 เท่า และยังสร้างประวัติศาสตร์เป็น ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ “มาร์กอสคนพ่อ” ยังเรืองอำนาจ

ชัยชนะในครั้งนี้อาจสร้างความประหลาดใจให้กับผู้ติดตามการเมืองทั่วโลก และเกิดคำถามขึ้นว่าเพราะเหตุใดคนในตระกูลอดีตผู้นำอื้อฉาวถึงขั้นประชาชนลุกฮือขับไล่ในการ “ปฏิวัติพลังประชาชน” ในปี 2529 จนต้องลี้ภัยไปใช้ชีวิตในสหรัฐอเมริกานั้น จะกลับมาได้รับการยอมรับจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอีกครั้ง จุดเริ่มต้นมีขึ้นหลังจากมาร์กอส ซีเนียร์ เสียชีวิตลงในปี 2532 ครอบครัวมาร์กอสเดินทางกลับประเทศฟิลิปปินส์ โดย นางอิเมลดา มาร์กอส ผู้เป็นแม่ กลับมาเข้าสู่กระบวนการในคดีหลีกเลี่ยงภาษีและการทุจริต อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครในตระกูลมาร์กอสต้องถูกจำคุกแต่อย่างใด และนั่นถูกนำมาสร้างความชอบธรรมให้กับตระกูลในเวลาต่อมา

เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้ตระกูลมาร์กอสยังมีที่ยืนในสังคมฟิลิปปินส์ได้นั่นก็คือ ฐานเสียงที่แข็งแกร่งในจังหวัดอีโลกอสนอร์เต จังหวัดตอนเหนือของประเทศฟิลิปปินส์ ด้วยฐานเสียงที่แข็งแกร่งทำให้ มาร์กอส จูเนียร์ ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดอีโลกอสนอร์เต เคยได้รับเลือกให้เป็นผู้ว่าการจังหวัด และยังเคยได้รับเลือกเป็นวุฒิสมาชิกเข้าสู่วุฒิสภาฟิลิปปินส์ในปี 2553 ด้วย

ยิ่งกว่านั้นการได้ผู้สมัครชิงรองประธานาธิบดีอย่าง ซารา ดูแตร์เต นายกเทศมนตรีเมืองดาเวา ลูกสาวของ โรดริโก ดูแตร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ที่กำลังหมดวาระลงแต่ยังคงมีคะแนนนิยมระดับสูง ก็ทำให้มาร์กอส จูเนียร์ ได้ฐานเสียงจากเมืองดาเวา บนเกาะมินดาเนา ตอนใต้ของประเทศด้วย การจับมือกันลงชิงชัยครังนี้จึงนับเป็นการรวบรวมเสียงสนับสนุนทั้งจากตอนเหนือและตอนใต้ของประเทศเข้าไว้ด้วยกัน

ประการต่อมา ด้วยความที่มาร์กอส จูเนียร์ พยายามปรับภาพลักษณ์ครอบครัวมานานหลายสิบปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ฉายภาพช่วงเวลาของการปกครองของมาร์กอสผู้พ่อว่าเป็น “ยุคทอง” ของฟิลิปปินส์ โดยละเลยข้อเท็จจริงเรื่องการยักยอกทรัพย์มูลค่ามหาศาล รวมไปถึงการปกครองเผด็จการภายใต้กฎอัยการศึกกำจัดคนเห็นต่างไปเป็นจำนวนมากไป

Advertisement

การใช้สื่อยุคใหม่ดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนยุคใหม่ในฟิลิปปินส์ และนั่นได้ผลเป็นอย่างดีเมื่อฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีอัตราการเกิดสูงที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของอาเซียน มีสัดส่วนจำนวนประชากรวัยรุ่นที่ “เกิดไม่ทัน” ยุคสมัยเผด็จการมาร์กอสเป็นจำนวนมาก และคนกลุ่มนี้ก็กลายมาเป็นฐานเสียงสำคัญที่นำไปสู่ชัยชนะของมาร์กอส จูเนียร์ ด้วยส่วนหนึ่ง ในกรณีนี้ชาวฟิลิปปินส์จำนวนหนึ่งก็โทษไปที่ระบบการศึกษาที่ล้มเหลวในการให้ความรู้เกี่ยวกับการปกครองอันกดขี่ในยุคเผด็จการระหว่างปี 2508-2529 ด้วยเช่นกัน สำหรับนโยบายการบริหารประเทศนั้น

ผู้สันทัดกรณีมองตรงกันว่ายังไม่มีความชัดเจนในจุดนี้มากนัก เนื่องจากมาร์กอส จูเนียร์ เป็นผู้สมัครที่เข้าร่วมการดีเบตและให้สัมภาษณ์สื่อน้อยมากๆ มาร์กอส จูเนียร์ มีคำขวัญประจำตัวคือ “together we shall rise again” ให้คำมั่นถึงความเป็นเอกภาพและการกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง และมีการพูดถึงการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เช่น การสร้างงาน ลดค่าครองชีพอยู่บ้าง

ในด้านนโยบายต่างประเทศนั้น ข้อเขียนของ ทอม อัลลาร์ด ผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ชี้ว่า ชัยชนะเด็ดขาดของมาร์กอส จูเนียร์ ครั้งนี้ จะเป็นการกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ของฟิลิปปินส์ที่มีกับจีนและสหรัฐอเมริกา ที่เป็นมหาอำนาจต่างขั้วขึ้นใหม่ อัลลาร์ดมองว่า มาร์กอส จูเนียร์ จะแสวงหาความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีนมากขึ้นด้วยมีสายสัมพันธ์กับจีนมายาวนาน และเตรียมที่จะทำความตกลงกับสี จิ้นผิง ผู้นำจีน เกี่ยวกับข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างกัน

ในทางตรงกันข้าม ความสัมพันธ์ของ มาร์กอสกับสหรัฐอเมริกาดูจะมีความซับซ้อนมากกว่า โดยเป็นผลสืบเนื่องจากปัญหาการดูหมิ่นคำสั่งศาลของมาร์กอสที่ปฏิเสธจะให้ความร่วมมือกับศาลแขวงฮาวายของสหรัฐ ที่มีคำสั่งในปี 2538 ให้ครอบครัวมาร์กอสชดใช้เงินมูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่มีการปล้นชาติไปนำมาจ่ายให้กับผู้ตกเป็นเหยื่อจากยุคปกครองที่กดขี่

ในมุมมองของ รอมเมล บันลาออย ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงในกรุงมะนิลา บอกว่า มาร์กอส จูเนียร์ ต้องการความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรกับจีนมากขึ้น แต่จะไม่ยอมเสียเขตแดนให้ บันลาออยระบุว่า มาร์กอส จูเนียร์ จะเปิดกว้างสำหรับการปรึกษาหารือโดยตรงและความร่วมมือทวิภาคีกับจีนเพื่อยุติความเห็นแย้งแตกต่าง นอกจากนี้ มาร์กอส จูเนียร์ ยังกระตือรือร้นที่จะดึงดูดการลงทุนจากจีนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศด้วย

ในส่วนของสหรัฐอเมริกานั้นช่วงที่ผ่านมาได้เพิ่มการมีส่วนร่วมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และกับฟิลิปปินส์ เพื่อรับมือกับการแผ่ขยายอิทธิพลและรุกรานของจีนในภูมิภาค โดยเมื่อเดือนมีนาคม-เมษายนที่ผ่านมา ทหารสหรัฐมากกว่า 5,000 นาย เข้ามาซ้อมรบร่วมกับทหารฟิลิปปินส์ ถือเป็นการซ้อมรบร่วมกันที่ใหญ่ที่สุดในรอบ 7 ปี

เรนาโต ครูซ ดิ คาสโตร นักวิเคราะห์กิจการระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัย ดิลาซาล ในกรุงมะนิลา มองว่า การซ้อมรบดังกล่าวเน้นย้ำให้เห็นถึง “ความจำเป็นทางยุทธศาสตร์” ที่ประธานาธิบดีดูแตร์เต ซึ่งกำลังจะหมดวาระลงตระหนักเป็นอย่างดี แม้ก่อนหน้านี้จะแสดงท่าทีหันหลังให้สหรัฐและหันไปหาจีนมากขึ้นก็ตาม ส่วนมาร์กอส จูเนียร์ แม้จะมีปัญหาบางอย่างกับสหรัฐ แต่จะต้องเผชิญกับข้อจำกัดในระบบราชการและกองทัพซึ่งยังคงให้ความสำคัญกับการเป็นพันธมิตรของสหรัฐอยู่ต่อไป

ด้านเกร็ก โปลิง ผู้อำนวยการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาของศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และการศึกษานานาชาติในกรุงวอชิงตัน มองว่า ชัยชนะที่เด่นชัดของ มาร์กอส จูเนียร์ สร้างความผิดหวังให้กับสหรัฐอเมริกา แต่มันไม่ได้เปลี่ยนข้อเท็จจริงที่ว่าการเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐกับฟิลิปปินส์มีความสำคัญมากกว่าที่เคย และสหรัฐจำเป็นจะต้องทำงานเพื่อความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นต่อไป