
ไบเดนยกสัมพันธ์สหรัฐ-อาเซียน เริ่มศักราชใหม่ มุ่งยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐอเมริกา กล่าวในการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐอเมริกา สมัยพิเศษ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ว่าการพบปะกับผู้นำชาติอาเซียนครั้งนี้ถือเป็นการเริ่ม “ศักราชใหม่” ของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับ 10 ชาติสมาชิกอาเซียน

หลังเสร็จสิ้นการพบหารือเป็นเวลา 2 วัน ที่ประชุมได้ออกแถลงการณ์ร่วมที่เรียกว่า แถลงการณ์วิสัยทัศน์ร่วม (Joint Vision Statement) 28 ข้อ ที่บรรดานักวิเคราะห์ชี้ว่าเป็นเพียงขั้นตอนเชิงสัญลักษณ์ของการให้คำมั่นที่จะยกระดับความสัมพันธ์ที่มีระหว่างกันจากการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ สู่การเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม” ในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึง
ในประเด็นยูเครน ที่ประชุมยืนยันถึง “การเคารพในอธิปไตย ความเป็นอิสระทางการเมือง และบูรณภาพแห่งดินแดน” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่เหล่าผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าไปไกลกว่าแถลงการณ์ท่าทีของอาเซียนที่ผ่านมา อย่างไรก็ดีในแถลงการณ์นี้ก็ไม่ได้มีการประณามรัสเซียโดยการเอ่ยชื่อโดยตรงถึงการทำสงครามรุกรานยูเครนของรัสเซียแต่อย่างใด

การประชุมสุดยอดครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้นำอาเซียนมารวมตัวกันในกรุงวอชิงตันและเป็นการประชุมครั้งแรกที่ประธานาธิบดีสหรัฐเป็นเจ้าภาพจัดประชุมนับจากปี 2016 โดยรัฐบาลไบเดนหวังว่าความพยายามนี้จะแสดงให้เห็นว่าสหรัฐยังคงมุ่งความสนใจมายังภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และความท้าทายระยะยาวของจีน ที่สหรัฐมองว่าเป็นคู่แข่งสำคัญของตนเอง โดยผู้นำสหรัฐยังหวังด้วยว่าจะโน้มน้าวให้ชาติอาเซียนมีท่าทีที่แข็งกร้าวมากขึ้นกับกับรัสเซียที่ทำการรุกรานยูเครนได้
ทั้งนี้ ประธานาธิบไบเดนกล่าวกับผู้นำอาเซียนว่า “ประวัติศาสตร์โลกในอีก 50 ปีนับจากนี้จะถูกเขียนขึ้นในภูมิภาคอาเซียน และความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับอาเซียนคืออนาคตที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าและไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า” ผู้นำสหรัฐกล่าวย้ำด้วยว่า ความเป็นหุ้นส่วนกับอาเซียนนั้น “สำคัญยิ่ง” และ “เรากำลังจะเริ่มศักราชใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับอาเซียน”

ด้านนางคามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวว่า สหรัฐจะยังคงอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเวลาหลายชั่วอายุคน พร้อมกับเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการดำรงไว้ซึ่งเสรีภาพทางทะเลที่สหรัฐชี้ว่ากำลังถูกท้าทายจากจีน อย่างไรก็ตาม ทั้งไบเดนและนางแฮร์ริสไม่ได้เอ่ยถึงจีนโดยตรง
ประธานาธิบดีไบเดนยังได้ประกาศแต่งตั้งนายโยฮันส์ อับราฮัม หัวหน้าเสนาธิการทหาร สภาความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำอาเซียนอีกด้วย หลังจากตำแหน่งนี้ได้ว่างลงนับจากรัฐบาลนายโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ามาบริหารประเทศในปี 2017
สำหรับการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐ สมัยพิเศษครั้งนี้ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีผู้นำชาติอาเซียนเดินทางมาเข้าร่วมประชุมด้วยตนเองเพียง 8 ประเทศ จากทั้งสิ้น 10 ประเทศ รวมถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยไร้ผู้นำฟิลิปปินส์ ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการเลือกตั้ง และไร้ผู้แทนจากเมียนมาเข้าร่วมสืบเนื่องจากเหตุการณ์รัฐประหารที่เกิดขึ้นในเมียนมาเมื่อต้นปีที่แล้ว
