ผมเขียนถึงการระบาดของโรค “ฝีดาษลิง” ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เวลาผ่านไปไม่นานจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันเพิ่มมากขึ้นอย่างน่าใจหาย
ถึงตอนนี้ ข้อมูลล่าสุดจาก https://monkeypox.healthmap.org/ แสดงให้เห็นว่า พบผู้ป่วยมากถึง 106 คนในสเปน, อีก 106 คนในอังกฤษ, 74 คนในโปรตุเกส, 26 คนในแคนาดา, 21 คนในเยอรมนี และยังมีอีกหลายประเทศในยุโรปที่พบผู้ป่วยด้วยโรคระบาดที่เกิดจากไวรัสตระกูล ออร์โธพอกซ์ นี้ รวมแล้วกว่า 20 ประเทศทั่วโลก
ที่น่าสนใจก็คือ ฝีดาษลิง เริ่มระบาดใกล้บ้านเราเข้ามาทุกที เพราะเริ่มพบผู้ติดเชื้อในประเทศอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และออสเตรเลียแล้ว
สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ มอริทซ์ เครเมอร์ นักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ผู้เชี่ยวชาญการทำแบบจำลองการแพร่ระบาดเป็นพิเศษ เกิดความกังวลไม่น้อย เพราะทำให้ตระหนักรูปแบบและลักษณะของการแพร่ระบาดของฝีดาษลิงในครั้งนี้แตกต่างออกไปจากทุกครั้งที่ผ่านมา
เป็นความแตกต่างที่เป็นปริศนา เนื่องจากไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ว่า อะไรเป็นสาเหตุให้เกิดการระบาดครั้งใหญ่เช่นนี้ขึ้นในโลกตะวันตก
ที่ผ่านมา เมื่อเกิดกรณีการระบาดของฝีดาษลิงขึ้นในยุโรป หรืออเมริกาเหนือ เครเมอร์ระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญสามารถแกะรอยการติดเชื้อของผู้ป่วยเหล่านั้นได้แทบในทันทีว่า เกิดจากการเดินทางไปยังแหล่งใดแหล่งหนึ่งซึ่งกำลังมีการระบาดของไวรัสฝีดาษลิงอยู่ในเวลานั้น
แต่ครั้งนี้ไม่ใช่
“เราตระหนักว่าการระบาดครั้งนี้ มีการขยายตัวลุกลามในเชิงภูมิศาสตร์ออกไปแบบผิดปกติ มีการแพร่ระบาดเป็นกลุ่มก้อนบางกลุ่มที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเดินทางใดๆ” เครเมอร์ระบุ
อย่างที่เรารู้กันว่า ฝีดาษลิงเป็นโรคประจำถิ่นของประเทศในแถบแอฟริกาตะวันตกและแอฟริกากลาง ซึ่งปรากฏระลอกการระบาดของโรคนี้ขึ้นๆ ลงๆ อยู่ตลอดมา นับตั้งแต่แรกพบในลิงเมื่อปี 1958
เรารู้ด้วยว่า การแพร่ของโรคระหว่างคนสู่คนนั้น เกิดขึ้นจากการสัมผัสใกล้ชิด ได้รับเชื้อจากสารคัดหลั่งของผู้ป่วย
ประเด็นของผู้เชี่ยวชาญก็คือ การแพร่ระหว่างคนสู่คนนั้น แม้เป็นไปได้แต่ก็ยากไม่ใช่น้อย ด้วยเหตุผลที่ว่า ผู้ติดเชื้อฝีดาษลิงจะไม่สามารถแพร่เชื้อได้จนกว่าคนผู้นั้นจะแสดงอาการออกมา ซึ่งเมื่อมีอาการออกอย่างเช่น เป็นไข้ หรือเกิดตุ่มขึ้นตามบริเวณใบหน้าและผิวหนังอื่นๆ คนผู้นั้นย่อมรู้สึกตัว เข้ารับการรักษา และจะถูกแยกกักตัวให้ห่างจากคนอื่นๆ ในทันที
มัทเทโอ โพรชาซกา นักระบาดวิทยาของสำนักงานความมั่นคงด้านสาธารณสุขแห่งสหราชอาณาจักร (ยูเคเอชเอสเอ) ระบุว่า ที่ผ่านมา ห่วงโซ่การระบาดระหว่างคนสู่คนด้วยกันที่ยาวนานที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ก็คือ การระบาดจากคนหนึ่งต่อเนื่องไปเพียง 6 คนเท่านั้นเอง
เดิมที นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่า การระบาดของฝีดาษลิงครั้งนี้น่าจะเป็นผลมาจากการ “กลายพันธุ์” ของเชื้อไวรัสฝีดาษลิงแต่เดิม ทำให้มีความสามารถในการแพร่ระบาดเพิ่มมากขึ้น ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผลจากการจำแนกพันธุกรรมของเชื้อที่กำลังระบาดอยู่ในเวลานี้ ไม่ได้บ่งชี้ว่าเกิดการกลายพันธุ์ขึ้นแต่อย่างใด
สถาบันเวชศาสตร์เขตร้อนในเมืองแอนท์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม เผยแพร่ผลการจำแนกพันธุกรรมของเชื้อฝีดาษลิงที่ได้จากผู้ป่วยวัย 30 ปีรายหนึ่ง พบว่า เชื้อฝีดาษลิงที่ระบาดอยู่ในเวลานี้ มีลักษณะทางพันธุกรรมแบบเดียวกันกับเชื้อที่เคยระบาดเมื่อปี 2018
รายงานผลการจำแนกพันธุกรรมของเชื้อที่ได้จากผู้ป่วยชาวโปรตุเกสรายหนึ่งในเวลาต่อมา ก็ให้ผลลัพธ์เดียวกัน นั่นคือ เป็นเชื้อเดิมที่เคยแพร่ระบาดอยู่เมื่อปี 2018
ผลการจำแนกพันธุกรรมทั้งสองครั้ง ทำให้ โจ วอล์คเกอร์ นักวิจัยจากสำนักสาธารณสุขแห่งมหาวิทยาลัยเยล สรุปความไว้ว่า
“ถ้าพันธุกรรมของไวรัสที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในเวลานี้ เหมือนกันมากกับที่เคยระบาดมาก่อนหน้านี้ เราก็สามารถบอกได้อย่างมั่นใจมากขึ้นว่า ยังไม่มีวิวัฒนาการใดๆ ที่จะทำให้ไวรัสมีความสามารถในการแพร่ระบาดได้แบบก้าวกระโดดแต่อย่างใด”
เจมี ลอยด์-สมิธ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในลอสแอนเจลิส พยายามอธิบายว่า อาจเกิดจากการที่มีการเดินทางด้วยเครื่องบินเพิ่มมากขึ้นพร้อมๆ กับที่ผู้คนจำนวนมากในเจเนอเรชั่นนี้ไม่มีภูมิคุ้มกัน หลังจากที่การ “ปลูกฝี” หรือการให้วัคซีนป้องกันไข้ทรพิษที่เกิดจากไวรัสในตระกูลเดียวกันนี้ ถูกยกเลิกไปหลังมีการกำจัดไข้ทรพิษจนหมดไปจากโลกได้ในปี 1980 เป็นต้นมา
แต่คำอธิบายที่ว่านี้ แม้จะเป็นไปได้ก็ยังมีผู้โต้แย้งอยู่ดีว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น ทำไมการระบาดถึงมาเกิดขึ้นในตอนนี้ ทำไมไม่เป็นเมื่อ 3 ปีก่อน เนื่องจากในแอฟริกามีเกิดการระบาดของฝีดาษลิงอยู่ในระดับสูงมานานหลายปีแล้ว
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ปริศนาเหล่านี้ทำให้การระบาดของฝีดาษลิงครั้งนี้มีคุณค่าในเชิงวิชาการอย่างยิ่ง และจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยถึงสาเหตุที่แท้จริงกันให้ได้ต่อไป
เพื่อใช้เป็นบทเรียนสำคัญเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดในทำนองเดียวกันขึ้นอีกในอนาคต

