โฟกัสโลกรอบสัปดาห์ : ประชุมควอด
ควอด หรือ Quadrilateral Security Dialogue คือ ความร่วมมือด้านความมั่นคงของประเทศมหาอำนาจ 4 ประเทศ ซึ่งประกอบไปด้วย สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย อินเดียและญี่ปุ่น
สมาชิกของควอดมีความร่วมมือกันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นโควิด-19 ภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและความยั่งยืน แต่ประเด็นด้านความมั่นคงและนโยบายอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้างเป็นประเด็นหลัก รวมถึงเรื่องภัยคุกคามอย่างการก่อการร้าย การบิดเบือนข้อมูล ข้อพิพาทเรื่องดินแดน และที่ขาดไม่ได้เลยคือ การต้านอิทธิพลและการอ้างสิทธิของจีนในพื้นที่อินโด-แปซิฟิก ซึ่งทำให้ความร่วมมือของกลุ่มด้านการทหารเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
การประชุมควอดในครั้งนี้จัดขึ้นที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีผู้นำ 4 ชาติเข้าร่วม ได้แก่ ประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐ นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีของอินเดีย นายกรัฐมนตรีฟุมิโอะ คิชิดะของญี่ปุ่น และนายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบานีสของออสเตรเลีย ซึ่งเพิ่งชนะการเลือกตั้งสดๆร้อนๆมาเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา
ในช่วงแรกของการประชุมมีการกล่าวถึงสงครามในยูเครน การเคลื่อนไหวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ความมั่นคง การเติบโตทางเศรษฐกิจและการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจกับประเทศในภูมิภาคแปซิฟิก
โดยประธานาธิบดีไบเดนของสหรัฐได้ประณามรัสเซียที่รุกรานยูเครนและย้ำถึงความช่วยเหลือยูเครนจากสหรัฐ โดยได้ระบุว่า “ความโหดร้ายของรัสเซียและการรุกรานยูเครนทำให้เกิดหายนะต่อมนุษยชาติ ทำให้พลเรือนผู้บริสุทธิ์ต้องถูกสังหารอยู่ตามท้องถนน ผู้คนหลายล้านต้องอพยพ เรื่องนี้เป็นมากกว่าปัญหาของยุโรปแต่เป็นปัญหาของโลก” พร้อมทั้งกล่าวว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซียพยายามทำลายวัฒนธรรมยูเครนให้หมดไป เนื่องจากเป้าในการโจมตีของรัสเซียหลายๆครั้งเป็นโรงเรียน โบสถ์และพิพิธภัณฑ์
สหรัฐจะยังคงทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อเป็นผู้นำการรับมือทั่วโลก พร้อมเสริมว่าการรุกรานของรัสเซียเพียงแค่เพิ่มความสำคัญในเป้าหมายและค่านิยมร่วมกันของกลุ่มควอด นอกจากนี้นายไบเดนมีความตั้งใจที่จะพูดกับนายกรัฐมนตรีโมดีของอินเดีย ถึงความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นระหว่างสหรัฐและอินเดีย และหวังว่าอินเดียจะลดการพึ่งพาอาวุธจากรัสเซีย โดยอินเดียเป็นสมาชิกกลุ่มควอดเพียงชาติเดียวที่ไม่ได้ประณามการกระทำของรัสเซีย หรือคว่ำบาตรรัสเซีย ซึ่งทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์อันดีมาอย่างยาวนาน
ในขณะที่นายคิชิดะกล่าวว่า “เหตุการณ์ที่เลวร้ายซึ่งสั่นคลอนกฎระเบียบระหว่างประเทศตามหลักของกฎหมายที่เราให้ความสำคัญได้เกิดขึ้นแล้วนับตั้งแต่ที่เราได้พบกันเมื่อปลายกันยายนปีก่อน”
การรุกรานยูเครนของรัสเซียท้าทายหลักการสำคัญของกฎบัตรสหประชาชาติ เราไม่ควรอย่างยิ่งที่จะให้มีเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก เพราะความจะอันโหดร้ายจะเกิดขึ้น มันเป็นอะไรที่สำคัญยิ่งสำหรับเราในการร่วมมือกันและแสดงให้เห็นถึงสังคมระดับนานาชาติ ความสามัคคีของทั้ง 4 ประเทศ และพันธสัญญาที่เหนียวแน่นผ่านทางวิสัยทัศน์ที่มีร่วมกันในเรื่องอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง
ด้านนายกรัฐมนตรีโมดีของอินเดียไม่ได้พูดถึงเรื่องสงครามในยูเครนในช่วงกล่าวเปิด ในทางกลับกันเขาเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือซึ่งกันและกัน
“แม้ว่าจะเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยากลำบาก แต่เราก็ได้เพิ่มการร่วมมือกันในหลายๆด้าน เช่น การส่งมอบวัคซีน การดำเนินการด้านสภาพอากาศ ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน การรับมือภัยพิบัติ และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และสิ่งนี้จะเสริมสร้างภาพลักษณ์ของควอด ให้เป็นพลังในทางที่ดีต่อไป” นายโมดีกล่าว
ส่วนนายอัลบานีส นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของออสเตรเลีย ได้เปิดเผยว่า สิ่งแรกๆที่เขาตั้งใจจะทำเมื่อได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคือการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับผู้นำต่างชาติ ซึ่งเขาอ้างว่านายสก็อตต์ มอร์ริสัน ผู้นำคนก่อนได้ละเลยไปในช่วงไม่กี่ปีมานีู้้นำต่างชาติเหล่านั้นหมายรวมถึงผู้นำของประเทศหมู่เกาะในทะเลแปซิฟิก อย่างหมู่เกาะโซโลมอน ซึ่งมีการลงนามในสนธิสัญญาความมั่นคงกับรัฐบาลจีน ทำให้เกิดความกังวลว่า จีนอาจจะมีแผนสร้างฐานทัพทหารแห่งแรกในแถบแปซิฟิก
นอกจากนี้ในช่วงกล่าวเปิด นายอัลบานิสได้พูดถึงสิ่งที่รัฐบาลออสเตรเลียชุดใหม่จะทำเป็นสิ่งแรกๆซึ่งสอนคล้องกับแนวทางของกลุ่มควอดคือ การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และการสร้างภูมิภาคอินโดแปซิฟิกที่เข้มแข็งและยืดหยุ่นมากขึ้น
ในประเด็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ผู้นำออสเตรเลียได้เน้นย้ำถึงคำมั่นของรัฐบาลที่จะจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนหลักของการนโยบายที่ใช้หาเสียง และเป็นหนึ่งในการกำหนดประเด็นของการเลือกตั้ง
“เราจะดำเนินการโดยตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็นความท้าทายหลักทางเศรษฐกิจและความมั่นคงสำหรับประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก และภายใต้รัฐบาลใหม่นี้ ออสเตรเลียจะตั้งเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 43% ภายในปี 2030 ซึ่งจะทำให้เราสามารถปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ได้ภายในปี 2050”
ภายหลังการประชุม กลุ่มควอดได้เปิดเผยความริเริ่มใหม่ๆจำนวนมาก รวมถึงโครงการด้านการศึกษา และความร่วมมือด้านอวกาศ และสาระสำคัญอื่นๆดังนี้
The Quad Fellowship: โครงการใหม่นี้จะสนับสนุนนักเรียน 100 คนจาก 4 ประเทศเพื่อให้ได้ศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในด้าน STEM ที่สหรัฐอเมริกา โดยเปิดรับสมัครแล้ววันนี้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายนปีนี้ และนักศึกษากลุ่มแรกจะเริ่มเรียนในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2023
ความร่วมมืออินโด-แปซิฟิกเพื่อความตระหนักรู้ด้านข้อมูลทางทะเล (The Indo-Pacific Partnership for Maritime Domain Awareness) (ไอพีเอ็มดีเอ) : ความคิดริเริ่มที่สำคัญเกี่ยวกับการเดินเรือนี้มุ่งเน้นไปที่การให้ทั้ง 4 ประเทศ รวมถึงพันธมิตรระดับภูมิภาค ได้ภาพสิ่งที่เกิดขึ้นในน่านน้ำของประเทศเหล่านี้ที่รวดเร็วและชัดเจนยิ่งขึ้น
ความร่วมมือด้านวัคซีน: ควอดได้มอบวัคซีนป้องกันโควิด-19 จำนวน 257 ล้านโดสให้กับประเทศในอินโด-แปซิฟิก อ้างอิงจากถ้อยแถลงของทำเนียบขาว และกลุ่มควอดจะยังให้วัคซีนกับภูมิภาคนี้ต่อไป พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆเพื่อส่งเสริมภาคการดูแลสุขภาพของอินเดียมูลค่ารวม 100 ล้านดอลลาร์
ความร่วมมือด้านอวกาศ: ทั้ง 4 ประเทศยังให้คำมั่นที่จะแบ่งปันข้อมูลการสังเกตการณ์โลกจากบนอวกาศ ซึ่งรวมถึงโครงการของสหรัฐที่เกี่ยวกับการเฝ้าติดตามมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศ การทำแผนที่น้ำท่วม และการถ่ายภาพแผ่นดิน
สำหรับประเด็นอื่นๆที่สำคัญประกอบไปด้วยความพยายามในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มากขึ้น และเทคโนโลยีอุบัติใหม่ที่สำคัญ การเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค การสร้างความสามารถด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของ 4 ชาติ และการเปิดตัวกลุ่มประสานงานโครงสร้างพื้นฐาน
สำหรับการประชุมของกลุ่มควอดในครั้งถัดไปจะจัดขึ้นที่ประเทศออสเตรเลียในปี 2023 ซึ่งจะเป็นการประชุมสุดยอดผู้นำครั้งที่ 3 ของกลุ่ม ข้อเสนอและความคิดริเริ่มต่างๆจะทำได้จริงหรือไม่ และมีความคืบหน้ามากน้อยเพียงใดต้องติดตามกันต่อไป และหวังว่าในการประชุมครั้งถัดไปจะมีผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม

