เปิดชีวิตหญิงข้ามเพศในค่ายโรฮีนจา คนกลุ่มน้อยในสังคมชนกลุ่มน้อย
สำนักข่าวเอเอฟพีเผยแพร่บทความเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน เล่าเรื่องราวชีวิตของคนกลุ่มน้อยในสังคมชนกลุ่มน้อยชาวโรฮีนจา ในค่ายพักพิงโรฮีนจาในประเทศบังกลาเทศ เรื่องราวของ “ทันยา” หญิงข้ามเพศที่ใช้ฝีมือด้านการเสริมสวย เผชิญชีวิตที่ถูกเลือกปฏิบัติในสังคมมุสลิมที่ไม่ยอมรับคนข้ามเพศ
“ทันยา” และครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งของชาวโรฮีนจากว่า 750,000 คนที่ต้องอพยพลี้ภัยการกวาดล้างชุมชนชาวโรฮีนจาของกองทัพเมียนมาเมื่อ 5 ปีก่อน มาอาศัยในค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาตลอดแนวชายแดนประเทศบังกลาเทศ
ทันยา มีฝีมือด้านการแต่งหน้าและเสริมสวยจนได้ชื่อว่าเป็นช่างแต่งหน้าที่ฝีมือดีที่สุดใน ค็อกซ์บาซาร์ และมีรายได้ดีกว่าชาวโรฮีนจาคนอื่นๆ มาก

อย่างไรก็ตาม ทันยายังคงต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติและข่มเหงรังแกจากชาวโรฮีนจาบางส่วนซึ่งเป็นสังคมมุสลิมอนุรักษนิยม รวมไปถึงเผชิญกับสมาชิกครอบครัวที่ไม่ยอมรับเพศสภาพของเธอ
“จิตวิญญาณของฉันบอกว่าฉันเป็นผู้หญิง” ทันยา ในวัย 22 ปีระบุกับเอเอฟพี และว่า “ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมคนอื่นๆ ต้องมีปัญหากับเรื่องนี้ด้วย”
“ฉันชอบแต่งตัวและแต่งหน้าเหมือนผู้หญิงตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ครอบครัวฉันไม่ชอบมัน พี่ชายของฉันก็ชอบทุบตีฉัน พวกเขาอับอายที่มีฉันอยู่ในครอบครัว”

ทันยาเล่าว่า เธอแสดงตัวว่าเป็นหญิงข้ามเพศตั้งแต่วัยรุ่น และระบุว่าต้องเผชิญกับความรุนแรงและการทารุณสารพัดนับตั้งแต่นั้น
“ฉันถูกหาว่าเป็นคำสาปของปีศาจและถูกลงโทษโดยอัลเลาะห์” ทันยาระบุ
ทันยาเล่าว่า นับตั้งแต่ลี้ภัยมาบังกลาเทศเธอก็ได้งานที่ร้านเสริมสวย ที่เธอได้ทำงานย้อมผม แต่งหน้าให้กับเจ้าสาวที่กำลังจะแต่งงานในค่ายผู้ลี้ภัย
ซัลมา อัคเตอร์ ลูกค้าของทันยา ระบุว่า ทันยาเป็นช่างแต่งหน้าที่ดีที่สุดในย่านนี้
“แม้เธอจะเป็นฮิจร่า (เพศที่3) แต่เธอมีฝีมือดีมาก ผู้คนพากันมาที่นี่จากทุกที่ในย่านนี้เพื่อแต่งหน้ากับเธอ”

ทันยาเป็นหนึ่งในหญิงข้ามเพศไม่กี่คนที่โชคดีที่มีรายได้ในการเลี้ยงตนเองได้อย่างดีในชุมชน แต่มีหญิงข้ามเพศอีกถึง 300 คนที่อยู่ในชุมชนที่ต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติ คำพูดเสียดสี รวมไปถึงการทำร้ายร่างกายจากคนในชุมชนที่ไม่ยอมรับ
ดิล อาฟรอส ไชตี ผู้ที่ทำงานกับคนข้ามเพศชาวโรฮีนจา ระบุว่า “เกิดกรณีคนข้ามเพศชาวโรฮีนจาถูกทำร้ายร่างกายจนต้องนอนจมกองเลือดบนถนนบ่อยครั้ง”
“ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีคนหนึ่งถูกรุมทำร้ายเพราะผมที่ตีฟู โดยถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้นำเชื้อโคโรนาไวรัสเข้ามายังค่ายผู้ลี้ภัยด้วยผมของเธอ” ไชตีระบุ

ทันยาเปิดเผยว่า การได้มาพบกับชุมชนหญิงข้ามเพศชาวโรฮีนจาในค่ายผู้ลี้ภัยนั้นเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับเธอจนเธอได้มีชื่อแบบผู้หญิงที่ใช้ในเวลานี้
ทันยา เริ่มต้นบริการแต่งหน้าจากค่ายผู้ลี้ภัยในกูตูปาลองก่อนที่จะมีนักธุรกิจชาวบังกลาเทศค้นพบพรสวรรค์ของเธอ และเปิดร้านเสริมสวยให้ในตลาดนอกค่าย
รายได้ที่มากขึ้นของทันยา ทำให้เธอได้รับความเคารพจากสมาชิกครอบครัวที่อาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกันมากขึ้น แต่ยังไงทันยา ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับในตัวตนของเธอ
กัล บาฮาร์ พี่สาว ทันยา ยังคงเรียกทันยา ด้วยชื่อเดิมและสรรพนามเดิมโดยระบุว่า เธอหวังว่าน้องชายจะกลับมาเป็นแบบพี่ชายของเธออีกครั้ง

“เมื่อไหร่ที่เขาออกไปเดินบนถนน ผู้คนจะหัวเราะเยาะเขา บางครั้งก็ถูกตามมาล้อเลียนถึงหน้าประตูบ้าน” บาฮาร์ระบุ
การต้องเผชิญกับการล้อเลียนและข่มเหงรังแก ทำให้ทันยาตัดสินใจหนักแน่นที่จะช่วยหญิงข้ามเพศคนอื่นๆ ด้วยการสอนวิชาการเสริมสวยให้กับหญิงข้ามเพศชาวโรฮีนจา
ฟาร์ฮานา หญิงข้ามเพศที่ฝึกงานกับทันยา ระบุว่า คนอื่นๆ เรียกพวกเราว่าเป็นเด็กผู้ชายแม้พวกเขาจะเดินอยู่บนถนนแต่ก็ต้องมายุ่งเรื่องของเรา
“หากเราตอบโต้ พวกเข้าจะรวมตัวกันและเข้ามารุมทำร้ายเรา ทันยา เองก็สอนพวกเราให้มองข้ามคำเสียดสีเหล่านั้น” ฟาร์ฮานาระบุ
ทันยาวางแผนที่จะเปิดร้านเสริมสวยเป็นของตัวเองและจ้างบรรดาหญิงข้ามเพศมาทำงานด้วยกัน และให้ที่พักพิงจากการถูกปฏิเสธและการคุกคามจากผู้ลี้ภัยโรฮีนจาคนอื่นๆ
“ในค่ายพักพิงมีฮิจร่ามากกว่าที่คุณเห็น ส่วนใหญ่หวาดกลัวที่จะแสดงตัวตนออกมา” ทันยาระบุ และว่า “ฉันฝันถึงช่วงเวลาที่ทุกคนที่นี่จะไม่สนใจว่าเราจะมีร่างกายเป็นชายหรือหญิง”

