หน้าแรก ต่างประเทศ สถานทูตสหรัฐจ...

สถานทูตสหรัฐจัดงานฉลองวันชาติครบ 246 ปี บุคคลสำคัญหลายวงการร่วมยินดีคับคั่ง

1.07.22 | 21:39 น.

สถานทูตสหรัฐจัดงานฉลองวันชาติครบ 246 ปี บุคคลสำคัญหลายวงการร่วมยินดีคับคั่ง

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย จัดงานเลี้ยงรับรองในโอกาสครบรอบ 246 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพของสหรัฐ ณ โรงแรม ดิ แอทธินี ถนนวิทยุ ก่อนหน้าวันครบรอบการประกาศอิสรภาพสหรัฐอเมริกาซึ่งตรงกับวันที่ 4 ก.ค.ของทุกปี โดยมีบุคคลสำคัญจากรัฐบาลไทย คณะผู้แทนทางการทูตประเทศต่างๆ ผู้นำภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน นักวิชาการและภาคส่วนอื่นๆเข้าร่วมแสดงความยินดีเป็นจำนวนนับพันคน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักภายใต้ธีม The Roaring ‘20s ในช่วงยุค ค.ศ.1920 มีบุคคลสำคัญในแวดวงต่างๆ เข้าร่วมแสดงความยินดีเป็นจำนวนมากไม่ว่าจะเป็น นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา องคมนตรี, พลเอก ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ., นายนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ, นายสุชาติ ตันเจริญ รองประทานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1, นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร, นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐและหัวหน้านโยบายพรรคพลังประชารัฐ, นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง รวมถึงนางนวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการบริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)

นอกจากนี้ยังมีตัวแทนจากสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศที่เดินทางมาร่วมงานจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นนางสุจิตรา ทุไร เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย นายยอน ออสเตริม เกรินดาห์ล เอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย รวมไปถึงนายโอเล็กซานดร์ ลีซัก อุปทูตยูเครนประจำประเทศไทยเป็นต้น

ทั้งนี้ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กล่าวต้อนรับผู้ร่วมงานฉลองครบรอบ 246 การประกาศอิสรภาพของสหรัฐเป็นภาษาไทยในตอนต้น ก่อนจะระบุตอนหนึ่งว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐมีมายาวนานมากกว่า 200 ปี ในปี 2361 กัปตันเรือชาวอเมริกันคนหนึ่งได้นำเรือเข้าเทียบท่าที่กรุงเทพฯเป็นครั้งแรก ก่อนที่ 15 ปีต่อมา สหรัฐและราชอาณาจักรสยามก็ได้ลงนามในสนธิสัญญาระหว่างสหรัฐกับประเทศในภูมิภาคเอเชียเป็นครั้งแรก สนธิสัญญาที่สร้างความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีระหว่างกันขึ้นก่อให้เกิด “สันติภาพเป็นนิจและมิตรภาพเป็นนิรันดร” ระหว่างสองชาติจนถึงทุกวันนี้

Advertisement

นายฮีธระบุถึงธีมการแต่งตัวภายในงานว่า เลือก “Roaring ’20s” เป็นธีมจัดงานเนื่องจากในคริสต์ทศวรรษ 1920 นั้น นายรย์มอนด์ บี. สตีเวนส์ ที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศของสยาม ได้กลายมาเป็นชาวอเมริกันคนแรกที่เข้ามาอาศัยอยู่ในอาคาร ซึ่งปัจจุบันคือทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ขณะที่ยุค “Roaring 1920s” เป็นทศวรรษแห่งความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในสหรัฐ หลังฟื้นตัวจากโรคระบาดใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วโลก สังคมอเมริกันยังก้าวไปข้างหน้าด้วยการรับรองบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐ บทที่ 19 ซึ่งให้สิทธิสตรีในการออกเสียงเลือกตั้ง สหรัฐยังได้ฉลองนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีจากการที่ชาร์ลส์ ลินด์เบิร์ก นำอากาศยานขึ้นสู่ท้องฟ้าและบินจากนิวยอร์กไปปารีสโดยไม่หยุดพักเป็นครั้งแรก

อุปทูตสหรัฐระบุด้วยว่าในปี 2565 นี้ พวกเราก็เพิ่งผ่านพ้นโรคระบาดใหญ่กันมาอีกครั้งด้วยความหวังในอนาคตที่ผู้คนมีสุขภาพดี อยู่เย็นเป็นสุข และเจริญรุ่งเรือง อย่างไรก็ตาม เราจะไปถึงอนาคตที่ว่านั้นได้ ก็ต่อเมื่อทุกประเทศช่วยกันจัดการความท้าทายที่มีร่วมกัน โดยสหรัฐและไทยทำงานร่วมกันมาตลอด 60 ปีเพื่อจัดการกับประเด็นปัญหาสำคัญที่มีกระทบต่อสาธารณสุข ในส่วนของโควิด-19 ตลอดสองปีที่ผ่านมาถือเป็นก้าวสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน สหรัฐและภาคีที่กระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนกระทรวงอื่นๆ ของไทย ได้ทำงานร่วมกันเพื่อแจกจ่ายวัคซีนโควิค-19 จำนวน 2.5 ล้านโดสที่สามารถช่วยชีวิตผู้คนได้ทั้งชาวอเมริกันและชาวไทย

ขณะที่ ปีนี้ยังถือเป็นโอกาสสำคัญของสหรัฐและไทยในการส่งเสริมการลงทุนในภูมิภาค เราตั้งตารอที่จะได้สร้างกรอบเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิกเพื่อความเจริญรุ่งเรือง (Indo-Pacific Economic Framework for Prosperity) ร่วมกัน ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนผลประโยชน์ของเราทั้งสองประเทศและทั้งภูมิภาค สหรัฐพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ในโอกาสที่ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปคในปีนี้ และรอคอยที่จะได้ต่อยอดความสำเร็จของไทยเมื่อเราเป็นเจ้าภาพในปีหน้าด้วย

ต่อมานายฮีธให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนระบุว่า งานในวันนี้เป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 246 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังเป็นการประกาศอิสรภาพจากการแพร่ระบาดระดับโลก และครั้งนี้นับเป็นการจัดกิจกรรมครั้งใหญ่ที่สุดของปีที่ผู้คนสามารถรวมตัวพบปะกันได้ และตนคิดว่าผู้ร่วมงานก็รู้สึกสบายใจเห็นได้จากผู้มาร่วมงานนับพันคนในคืนนี้ โดยตนรู้สึกยินดีที่ได้พบกับมิตร และเพื่อนร่วมงาน และคนที่ไม่ได้พบมานานเนื่องจากกำลังจะพ้นจากตำแหน่งในอีก 1 เดือนครึ่งนี้แล้ว

นายฮีธระบุถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐในหลายๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมาย ความร่วมมือด้านยุทธศาตร์ เช่นการฝึกคอบบร้าโกลด์ที่จัดขึ้นทุกปี โดยนายฮีธระบุว่า แม้จะโชคไม่ดีที่การซ้อมรบดังกล่าวจะมีขนาดเล็กลงในช่วงปีที่ผ่านมาเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่สหรัฐหวังว่าจะมีการขยายขนาดการซ้อมรบให้ใหญ่ขึ้นตามปกติอีกครั้งในปีหน้า และเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าสหรัฐให้คุณค่ากับประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพในการซ้อมรบแบบพหุภาคีในเอเชียทุกๆ ปี

นายฮีธระบุถึงประสบการณ์ทำงานในประเทศไทยหลายปีก่อนจะพ้นจากตำแหน่งว่า ช่วงระยะเวลาส่วนใหญ่เป็นการเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 และต้องเจอกับการประกาศล็อกดาวน์อยู่ 1 ปีครึ่ง แต่ตนบอกเพื่อนๆ และครอบครัวว่าไม่มีประเทศไหนในโลกที่จะดีกว่าประเทศไทยที่จะอยู่กับการล็อกดาวน์ เพราะผู้คนมีความระมัดระวัง มีความกล้าหาญและมีประสบการณ์ที่ดีในการรับมือกับการแพร่ระบาดด้วยมาตรการเว้นระยะห่างและใส่หน้ากาก และแน่นอนว่าเราภูมิใจที่วัคซีนจากสหรัฐ 2.5 ล้านโดสที่สหรัฐมอบให้กับไทยสามารถช่วยให้ไทยและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขไทยต่อสู้กับการแพร่ระบาดได้และนั่นคือความภูมิใจที่จะติดตัวผมกลับไป

นายฮีธระบุถึงการเลือกตั้งผู้ว่าการกรุงเทพมหานครที่เพิ่งผ่านไปด้วยว่า การเลือกตั้งเป็นไปได้อย่างราบรื่นและเรายินดีการเลือกตั้งเป็นไปอย่างเสรีและยุติธรรม และเราอยากให้การเลือกตั้งสะท้อนความต้องการของประชาชน เพราะประชาธิปไตยที่ดีนั้นประชาชนจะต้องรู้สึกว่ามีตัวแทนส่งเสียงของพวกเขา และผู้ชนะก็ระบุหลังได้รับการเลือกตั้งว่าจะเป็นตัวแทนของทุกคน และเราก็มีนักการเมืองในสหรัฐที่พูดแบบเดียวกัน เราจึงยินดีที่ได้เห็นสิ่งนี้

เมื่อถามว่าเอกอัครราชทูตฮีตอยากจะบอกอะไรกับผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย นายฮีธระบุว่า เวลานี้ยังไม่รู้ว่าใครจะมาตำแหน่งเนื่องจากมี 2 คนที่มีโอกาสจะมาทำหน้าที่นี้หนึ่งในนั้นคือผู้ได้รับการเสนอชื่อที่จะต้องผ่านการพิจารณาจากสภาคองเกรส ซึ่งอาจจะเห็นในข่าวแล้วว่าคือโรเบิร์ต โกเด็ก ที่มีประสบการณ์เป็นเอกอัครราชทูตมาแล้ว 2 ครั้งก่อนหน้านี้ และเขาก็มีคุณสมบัติเหมาะสมมาก ซึ่งหากวุฒิสภาสหรัฐยืนยันการดำรงตำแหน่ง ก็จะเดินทางมาในปลายปีนี้ ส่วนข้อความที่จะส่งไปถึงทั้ง 2 ท่านนั้นก็คือ แค่ให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศดำเนินอยู่ในเส้นทางนี้ต่อไป ตนคิดว่าว่าเค้าทั้งคู่จะรู้วิธีที่จะทำงานนั้น รู้ที่วิธีที่จะแนะนำตัวกับบุคคลสำคัญต่างๆ ที่นี่

นายฮีธย้ำว่าความสัมพันธ์นั้นแข็งแกร่งจนเกือบจะไม่สำคัญว่าใครจะมายืนตรงนี้ เพราะความสัมพันธ์นั้นเป็นมากกว่าคนเพียงคนเดียว ผมจะยินดีมากที่คนที่ได้รับเลือกจะมาทำงานที่ยอดเยี่ยมนี้ที่ประเทศไทย