ศรีลังกาโมเดล ต้นแบบล่มสลาย
ศรีลังกายังคงเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่หนักหนาสาหัสอย่างต่อเนื่อง
เมื่อการบริหารประเทศที่ผิดพลาดของรัฐบาลภายใต้การนำของนายโคฐาภยะ ราชปักษะ ประธานาธิบดีศรีลังกา ส่งผลให้เกิดภาวะ ขาดแคลนเงินทุนสำรองสกุลเงินต่างประเทศ
ศรีลังกาไม่สามารถนำเข้าสินค้าจำเป็นได้ เกิดการขาดแคลนอาหาร น้ำมัน และยารักษาโรคอย่างรุนแรง
การตัดไฟฟ้ายังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประชาชนยังต้องเข้าคิวซื้อน้ำมันยาวเหยียด
ขณะที่ประชาชนจำนวนมากต้องอยู่อย่างอดมื้อกินมื้อ ด้านรัฐบาลก็ทำอะไรได้ไม่มาก ออกมายอมรับตามตรงว่า เศรษฐกิจศรีลังกาล่มสลายลงแล้ว
ล่าสุด เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา โคฐาภยะ ราชปักษะ ประธานาธิบดีศรีลังกา ขึ้นเครื่องเดินทางออกนอกประเทศแล้ว
หลังจากในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผู้ชุมนุมประท้วงบุกยึดบ้านพักสุดหรูริมทะเลของประธานาธิบดีศรีลังกา ส่งผลให้ภาพประชาชนเข้าไปเดินในบ้านพักนายโคฐาภยะแบบทุกซอกทุกมุมราวกับเป็นแหล่งท่องเที่ยว
ภาพชาวบ้านนั่งเล่นบนเตียงหรู รวมถึงภาพผู้ชุมนุมลงไปเล่นน้ำในสระว่ายน้ำส่วนตัวของผู้นำประเทศถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก
กลุ่มผู้ประท้วงที่ยังคงปักหลักในบ้านพักประธานาธิบดีในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเดินหน้าเรียกร้องให้ทั้งประธานาธิบดี รวมถึงนายรานิล วิกรมสิงเห นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่ง
และในที่สุดประธานรัฐสภาศรีลังกาและสำนักนายกรัฐมนตรีก็ออกมายืนยันว่าโคฐาภยะ ราชปักษะ ประธานาธิบดีจะลาออก
ขณะที่นายรานิลเองก็ออกมาประกาศด้วยว่า จะลงจากตำแหน่งเช่นกันเพื่อเปิดทางให้รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติที่มาจาก ทุกพรรคการเมืองได้เข้ามารับไม้บริหารประเทศต่อ นับเป็นชัยชนะอีกขั้นของกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง
ถึงจุดนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่าวิกฤตการณ์ทางการเมืองของประเทศที่มีประชากร 22 ล้านคนแห่งนี้จะเป็นเช่นใด เนื่องจากสถานการณ์ข้างหน้านั้นมีแต่ความไม่แน่นอน
ในกรณีที่ประธานาธิบดีศรีลังกาลาออก ตามมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญศรีลังกา หากตำแหน่งประธานาธิบดีว่างลงก่อนหมดวาระ 5 ปี รัฐสภาจะต้องเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาขึ้นดำรงตำแหน่งแทน โดยจะมีการเลือกตั้งด้วยการลงคะแนนลับ ภายใน 1 เดือน หลังจากตำแหน่งว่างลง ขณะที่ผู้ชิงตำแหน่งจะต้องได้รับคะแนนเสียงข้างมากแบบเด็ดขาด
ในช่วงระหว่างที่ตำแหน่งว่างลงและอยู่ในกระบวนการสรรหา นายกรัฐมนตรีจะต้องทำหน้าที่ประธานาธิบดีรักษาการ และจะแต่งตั้งรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งมานั่งเป็น นายกรัฐมนตรีรักษาการแทนตนเอง
แต่หากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่างลงเช่นกัน ประธานรัฐสภาจะขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีรักษาการแทน
ด้วยเงื่อนไขเช่นนี้นั้นทำให้เป็นไปได้ว่านายรานิล จะก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีรักษาการต่อเนื่องทันทีที่นายโคฐาภยะพ้นจากตำแหน่ง และยังสามารถได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนต่อไปตามกระบวนการได้ด้วย
แน่นอนว่าหากเป็นไปในทิศทางนี้วิกฤตการณ์ ในศรีลังกาจะไม่ถูกแก้ไขเนื่องจากกลุ่มผู้ประท้วงประกาศที่จะยึดอาคารบ้านพักของประธานาธิบดีเอาไว้จนกว่าประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีจะออกจากตำแหน่ง
อย่างไรก็ตาม ล่าสุด มีการประกาศตัวผู้ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีศรีลังกาแล้วหนึ่งคนนั่นก็คือนายสาชิต เปรมทาส ผู้นำฝ่ายค้านจากพรรคสามัคคีชนะพละเวกายา (เอสเจบี)
หลังจากที่ได้พูดคุยกับพันธมิตรหลายฝ่ายที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่านายสาชิตจะได้รับเสียงสนับสนุนจากฝั่ง รัฐบาล หรือจะมีผู้สมัครชิงตำแหน่งรายอื่นๆ อีกหรือไม่
อย่างไรก็ตาม แม้ทุกพรรคจะสามารถตั้งรัฐบาลผสมเฉพาะกาลขึ้นได้จริง นักวิเคราะห์ก็มองว่าเป็นไปได้ยากที่จะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้ และที่สำคัญบรรดานักการเมืองจากพรรครัฐบาลที่ประชาชนไม่พอใจการบริหารงานก็จะยังร่วมอยู่ในรัฐบาลชุดนั้นด้วย
“เวลานี้ชาวศรีลังกากำลังภูมิใจกับการประท้วง พวกเขาเปรียบเทียบเหตุการณ์นี้กับการบุกคุกบาสตีย์ ในการปฏิวัติฝรั่งเศส และมองว่าเกิดช่วงเวลาประกาศอิสรภาพขึ้นแล้วจริงๆ อย่างไรก็ตาม ปัญหาจะยังคงอยู่ต่อไปจนกว่าประเทศจะได้ผู้นำใหม่และมีการปฏิรูปที่ทำให้การทุจริตหมดไป นั่นเป็นเส้นทางยากลำบากที่รออยู่” ชิชาน เดอ เมล จากสถาบันวิจัยเวริเต หน่วยงานคลังสมองในกรุงโคลอมโบ ประเทศศรีลังการะบุ
แน่นอนว่าจากนี้ไปไม่ว่าใครก็ตามที่จะมารับตำแหน่งผู้นำประเทศศรีลังกาจะต้องเผชิญกับความท้าทายในการแก้ปัญหาวิฤตเศรษฐกิจที่หนักหนาสาหัส และจำเป็นที่จะต้องมีนโยบายที่ทำได้จริงและมีการปฏิรูประบบธรรมาภิบาลใหม่ทั้งหมด
อย่างที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ส่งตัวแทนมาเยือนกรุงโคลอมโบ เมื่อสิ้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ระบุผ่านแถลงการณ์เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูปในระดับโครงสร้างและการแก้ปัญหาการทุจริต เพื่อปลดล็อกให้ศรีลังกาสามารถที่จะกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง
“ในการที่จะแก้ปัญหาทุจริตในประเทศ สถาบันต่างๆ จะต้องปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง ขณะที่ตัวแทนประชาชนในสภาควรที่จะต้องดำเนินการให้เกิดการปฏิรูปนั้นขึ้นให้ได้” ไปเคียโสธี สราวันมัธธุ ผู้อำนวยการองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติประจำศรีลังกา และผู้ก่อตั้งศูนย์สังเกตการณ์ความรุนแรงในการเลือกตั้งศรีลังกา ระบุ
ข้อแนะนำดังกล่าวดูจะเป็นไปได้ยากโดยเฉพาะเวลานี้ชาวศรีลังกากำลังดำเนินชีวิตผ่านความหวังจากการประท้วง โดย เจฮาน เปเรรา ผู้อำนวยการบริหารสภาความสงบแห่งชาติ องค์กรด้านการศึกษาและกฎหมายของประเทศศรีลังกา ระบุว่า ประชาชนในประเทศประสบความสำเร็จผ่านการประท้วงในเรื่องที่พรรคการเมืองต่างๆ ไม่สามารถทำได้มาเป็นเวลานานหลายปี
และว่า จากนี้ก็ต้องจับตาดูว่าการปฏิวัติของประชาชนชาวศรีลังกาในครั้งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและเศรษฐกิจที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทางที่ดีขึ้นได้หรือไม่
หรือไม่เช่นนั้นศรีลังกาก็จะกลับสู่วังวนการประท้วงที่ไม่สิ้นสุดต่อไป

