หน้าแรก ต่างประเทศ อสัญกรรม ‘ชิน...

อสัญกรรม ‘ชินโสะ อาเบะ’ อดีตนายกฯญี่ปุ่น

14.07.22 | 15:55 น.

ข่าวการลอบสังหาร “ชินโสะ อาเบะ” อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น สั่นสะเทือนไปทั่วโลก การฆาตกรรมครั้งนี้ ถือเป็นคดีลอบสังหารทางการเมืองที่รุนแรงที่สุดในรอบ 62 ปีของญี่ปุ่น

“ชินโสะ อาเบะ” เป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งยาวนานที่สุด แม้ลาออกจากตำแหน่ง แต่ยังมีบทบาทในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งแตกต่างกับนักการเมืองที่พ้นจากตำแหน่งทั่วไป ทั้งนี้ ได้เป็นผู้เรียกร้องสิทธิแห่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยการขยายกำลังทางด้านทหาร ทำให้ญี่ปุ่นดำรงอยู่ในสถานะประเทศอธิปไตยที่มีอำนาจปกติ

หลังการลาออกจากตำแหน่งนายกฯ แม้ไม่มีหน้าที่ในคณะรัฐบาล แต่บารมีมากล้น กล่าวคือพฤติกรรมอันใกล้ชิดกับสหรัฐและร่วมกันต่อต้านจีนนั้น เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาของสังคมโลก ดังวลีที่ว่า “สหรัฐญี่ปุ่นบันเทิงกับอาวุธนิวเคลียร์” “ช่องแคบไต้หวันมีปัญหาญี่ปุ่นก็มีปัญหา” เป็นต้น

กลายเป็น “Talk of the world”

ภายใต้อาณัติของ “ชินโสะ อาเบะ” เป็นที่ประจักษ์ว่า อุดมการณ์ทางการเมืองของฝ่ายอนุรักษนิยมได้กลายเป็นกระแสหลักทางการเมืองของญี่ปุ่นไปเรียบร้อยแล้ว

Advertisement

แม้ว่าบัดนี้ไม่มี “ชินโสะ อาเบะ” แต่พรรคเสรีประชาธิปไตยก็ย่อมต้องผลักดันญี่ปุ่นให้เป็นประเทศอธิปไตยที่มีอำนาจปกติ โดยร่วมกับสหรัฐทำการสกัดขัดขวางความเจริญเติบโตของประเทศจีนไปอีกโสตหนึ่ง

การจากไปของ “อาเบะ” นอกจากไม่ทำให้ฝ่ายอนุรักษนิยมอ่อนแรง กลับมีพลังเข้มข้น เพราะอาศัยการสูญเสีย “อาเบะ” ช่วงชิงความเห็นอกเห็นใจ เป็นการขยายอิทธิพลไปโดยปริยาย

ฉะนั้น “อาเบะ” ไม่เพียงแต่ครองพรรคแอลดีพีเท่านั้น หากยังครองหัวใจของคนญี่ปุ่นอีกส่วนหนึ่งด้วย และยังคงสถิตอยู่ในหัวใจคนญี่ปุ่นตราบนานเท่านาน

การฆาตกรรม “อาเบะ” ครั้งนี้ หากพินิจถึงสถานะทางการเมือง ย่อมต้องถือว่าเป็นการลอบสังหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง

แม้ปี 2020 “อาเบะ” อ้างเหตุผลด้านสุขภาพลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ยังมีบารมีมากล้น มากที่ยังเป็นผู้นำในพรรคแอลดีพี และมีบทบาททางการเมืองในเวทีโลก เป็นต้นว่า แสดงความคิดเห็นทางการเมืองการทูตโดยผ่านสื่อต่างๆ

ไม่ว่าจะมองผ่าน “ฟูมิโอะ คิชิดะ” นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ไม่ว่าจะมองผ่านรัฐมนตรี ล้วนไม่ต่างไปจาก “ร่างทรง” ของ “อาเบะ” กล่าวอีกนัยหนึ่ง คณะรัฐมนตรีของ “คิชิดะ” เสมือน “หุ่นเชิด”

ดังนั้น การบริหารงานของรัฐบาลจึงต้องอยู่ภายใต้อาณัติของ “อาเบะ” และก็ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะขัดคำสั่ง หรือไม่ปฏิบัติตามบังคับบัญชาแต่อย่างใด

นายกฯฟูมิโอะ คิชิดะ เอาใจ “นายใหญ่” ถึงกับพรรณนาว่า แผนเศรษฐกิจของ “อาเบะ” คือ “ระบอบเศรษฐกิจใหม่” แต่คนส่วนใหญ่เห็นว่า เป็นเพียงภาคต่อของ “อาเบะโนมิกส์” ซึ่งเป็นแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่มในปี 2011 รวมไปถึงวิกฤตนิวเคลียร์ฟูคุชิมา

ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อเกิดขึ้นทั่วโลก ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ต่างได้ปรับเพิ่มดอกเบี้ย เพื่อผ่อนคลายสถานการณ์ แต่ญี่ปุ่นกลับใช้มาตรการ “ผ่อนคลายเชิงปริมาณ” จึงเป็นเหตุให้เงินเยนลดค่าขนาดใหญ่ แม้กระนั้น “อาเบะ” ก็ยังสนับสนุนให้ใช้มาตรการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

ครั้นเมื่อ “อาเบะ” ถูกลอบสังหาร เงินเยนแข็งค่าโดยพลัน เป็นการสะท้อนถึงนโยบายการเงินการคลังของ “อาเบะ” ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ กรณีพอที่จะอนุมานได้ว่า นโยบายปริวรรตเงินตราของญี่ปุ่นอาจต้องมีการปรับเปลี่ยนตามควรแก่เหตุ

หากย้อนมองอดีต ครอบครัว “อาเบะ” เป็นนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน คือ ปู่ ตา และตัวเขาเอง ครั้นเมื่อ “ตา” ของ “อาเบะ” ขึ้นเป็นนายกฯ นั่นคือสัญลักษณ์บ่งบอกว่า หลังสงครามโลกครั้งที่สอง อำนาจฝ่ายอนุรักษนิยมได้แจ้งเกิดอีกวาระหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ว่า เป็นอำนาจที่โปรสหรัฐไต้หวันและต่อต้านจีน และแล้ว “ชินโสะ อาเบะ” ก็ได้ซึมซับอุดมการณ์ซึ่งถือเป็นมรดกทางการเมืองตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และเมื่อลาออกจากตำแหน่งนายกฯ “อาเบะ” ก็ยิ่งไม่ไยดีกับจีน ศรศิลป์ไม่กินกัน

สองทศวรรษที่ผ่านมา การเมืองญี่ปุ่นตกอยู่ในอาณัติของฝ่ายอนุรักษนิยม พรรคการเมืองฝ่ายค้านหายเข้ากลีบเมฆ ฝ่ายแรกจึงขยายขอบข่ายแห่งอำนาจอย่างต่อเนื่อง เล่นการเมืองตามอำเภอใจ “อาเบะ” และ “โคอิซูมิ” ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีรุ่นพี่ ได้ไปสักการบูชาศาลเจ้ายาซูกูนิ ในขณะดำรงตำแหน่งนายกฯ อย่างองอาจ เพราะฝ่ายขวาญี่ปุ่นปฏิเสธประเด็นการรุกรานทางประวัติศาสตร์ และคัดค้าน “ประวัติศาสตร์แห่งความเจ็บปวด” (history of masochism) เพื่อประสงค์ให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศปกติ (Normal Nation) เช่นเดียวกับประเทศอธิปไตยในโลก โดยมีกองทัพ และปราศจากข้อบังคับในรัฐธรรมนูญอันว่าด้วยความสันติภาพ

ดังนั้น เมื่อ “อาเบะ” ขึ้นดำรงตำแหน่ง จึงได้ขยายกองกำลังป้องกันตนเอง อีกทั้งพยายามในทางรัฐสภาเพื่อทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นเดียวกัน ทว่า ไม่ประสบความสำเร็จ

นอกจากนี้ บางประเด็นที่รัฐบาลคิชิดะได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก จึงหลีกเลี่ยงการกระทำ แต่ “อาเบะ” ก็ได้แสดงความคิดเห็นส่วนตัวอย่างเปิดเผย เช่น กรณีไต้หวัน “อาเบะ” ไม่ถอนฟืนออกจากไฟ กลับถั่งโถมโหมแรงไฟ กรณีสงครามยูเครน “อาเบะ” เรียกร้องให้รัฐบาลร่วมมือกับสหรัฐใช้อาวุธนิวเคลียร์

แม้นายกฯคิชิดะปฏิเสธ โดยบอกว่า สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่อาจพิจารณาประเด็นดังกล่าวก็ตาม แต่เส้นทางการเมืองการทูตของฝ่ายขวาที่ “อาเบะ” ได้วางไว้นั้น เปรียบเสมือนไม้ใหญ่ รากเดินไกลและลงลึก ดังนั้น จึงมิใช่ไม่มี “อาเบะ” การเมืองญี่ปุ่นก็จะมีการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม การถึงแก่อสัญกรรมของ “ชินโสะ อาเบะ” ย่อมไม่กระทบถึงแผนการความเป็นใหญ่ของพรรคแอลดีพี กลับเป็นการสร้างโอกาสให้พรรคมีบารมีแผ่ไพศาล

และน่าเชื่อว่า ฝ่ายอนุรักษนิยมคงไม่ละทิ้งโอกาส ซึ่งเป็นโอกาสที่สามารถทำให้พรรคใหญ่โตขึ้น ภายใต้อุดมการณ์ทางการเมืองของ “อาเบะ” ในฐานะเป็น “ผู้นำทางจิตวิญญาณ”

แม้ว่าการวิจารณ์เกี่ยวกับ “อาเบะ” มีทั้งแง่บวกและลบ แต่ “อาเบะ” ก็เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย มิใช่มาจาก “ปลายกระบอกปืน” อันเกิดจากความชอบธรรมที่จงใจสร้างขึ้นบางอย่าง และก็มิใช่มาจาก “รัฐธรรมนูญทำเอง”

ฉะนั้น “ชินโสะ อาเบะ” จึงเป็นนักการเมืองที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และดูมีราคา