ประเทศทั้งสองมีความหลากหลายทางเชื้อชาติและเป็นพหุสังคม ทั้งสองประเทศก็มีมรดกโลกที่สวยงามดึงดูดนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก แต่เป็นนักท่องเที่ยวคนละกลุ่มกัน
ทั้งสองประเทศนี้เปรียบเทียบกันได้ในความเหมือนและความต่าง แต่อยู่คนละสมัยกัน ดังต่อไปนี้
1.ประเทศศรีลังกามีระบบการเมืองการปกครองแบบ กึ่งประธานาธิบดี (Semi-Presidential System) ประธานาธิบดี โคฐาภยะ (ขณะนี้ได้หนีออกนอกประเทศไปแล้วเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2022) เขาเป็นทั้งประมุขของรัฐ หัวหน้ารัฐบาล หัวหน้าผู้บริหาร และผู้บัญชาการทหารสูงสุด และเป็นผู้แต่งตั้ง นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ เมื่อเป็นเช่นนี้ประธานาธิบดีมีอำนาจเบ็ดเสร็จแต่เพียงผู้เดียว เช่นเดียวกับประธานาธิบดีมาร์กอส ที่หลังจากประกาศกฎอัยการศึก เมื่อวันที่ 21 กันยายน 1972 แล้ว เขาก็ได้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 1935 ในปี 1973 มาตราที่ VII ให้ประธานาธิบดีเป็นทั้งประมุขของรัฐ หัวหน้าคณะรัฐบาล และแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีได้ เมื่อทั้งสองประเทศมีระบบเช่นนี้ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะแต่งตั้งพรรคพวกตัวเองเข้ามาดำรงตำแหน่งต่างๆ ในคณะรัฐมนตรี และถ้าหากผู้นำไม่มีธรรมาภิบาลก็จะทำให้การบริหารผิดพลาดและเกิดการคอร์รัปชั่นขึ้นได้ง่าย ตระกูลราชปักษะ ปกครองประเทศมาตั้งแต่ประธานาธิบดี มหินดา ราชปักษะ ปี 2005-2015 เป็นนายกรัฐมนตรี ปี 2004-2015, 2018 และ 2019-2022 อีกทั้งเป็นรัฐมนตรีการคลัง ปี 2005-2015, 2019-2021 และเมื่อโคฐาภยะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีในปี 2019 ก็ได้ตั้งญาติพี่น้องเข้ามาดำรงตำแหน่งต่างๆ ในรัฐบาลเช่นกัน จึงเป็นลักษณะทายาททางการเมือง (Political Dynasty) ปกครองประเทศ เช่นเดียวกับมาร์กอส ก็ได้ตั้งพรรคพวกและญาติพี่น้องเข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในรัฐบาลในขณะเดียวกันได้แต่งตั้ง อิเมลดา มาร์กอส เป็นผู้ว่านครมะนิลา และได้เตรียมให้ลูกชายเป็นประธานาธิบดีต่อไป โดยให้สมัครรับเลือกตั้ง
2.เป็นรองผู้ว่าฯเมื่ออายุยังน้อยในปี 1981 และผู้ว่าราชการจังหวัด ที่เมืองอิโลโกส นอร์เต ได้รับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาล่างในจังหวัดเดียวกัน เนื่องจากตระกูลมาร์กอสกุมอำนาจจังหวัดนี้อยู่ จากนั้นได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา นี่คือเส้นทางเดินของการเตรียมเป็นประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ และบอง บอง มาร์กอส ก็ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีตามความหวังของบิดา มารดา และชาวฟิลิปปินส์ก็หวังว่าเขาจะไม่สร้างพรรคพวกขึ้นมาใหม่ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี 1987 กำหนดให้วาระ 6 ปีและเป็นการยากที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยนี้ เนื่องจากมีเนติบัณฑิตยสภาและประชาสังคมเป็นจำนวนมากตรวจสอบอยู่ สำหรับศรีลังกา ประชาชนก็รู้มานานแล้วว่าตระกูลราชปักษะคอร์รัปชั่น และไม่โปร่งใส แต่ไม่มีพลังพอเทียบเท่ากับฟิลิปปินส์ ที่พลังประชาชน (People Power) กว่า 2 ล้านคนสามารถโค่นล้มมาร์กอสในปี 1986 สำเร็จได้ด้วยสันติวิธี
เนื่องจากกลุ่มการเมืองเดียวกัน พรรคเดียวกัน ครอบครองประเทศมานาน ทั้งของฟิลิปปินส์และศรีลังกา แต่ฟิลิปปินส์เกิดสภาพเช่นนี้มาก่อน แม้ทั้งสองประเทศจะเป็นประชาธิปไตยแต่ก็มีวัฒนธรรมเอเชียที่คำนึงถึงครอบครัวและพรรคพวกบริวาร ถ้าหากผู้นำไม่คำนึงถึงธรรมาภิบาลแล้วก็จะทำให้ประเทศล่มสลายได้ง่าย สำหรับศรีลังกาแล้วเกิดพลังประชาชนไล่ประธานาธิบดีทีหลังฟิลิปปินส์ ทั้งๆ ที่รู้ว่ามีการคอร์รัปชั่นกันในตระกูลราชปักษะ ที่ผูกขาดอำนาจทางการเมืองมาตั้งแต่ปี 2005 (Political Dynasty) รวมแล้ว 16 ปี แต่ด้วยเหตุที่มีการสอดส่องดูแลของภาคประชาชนไม่เข้มแข็งมากพอที่จะรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้ ประกอบกับปัจจัยภายในที่มีการสู้รบของกลุ่มการเมืองที่หลากหลาย อีกทั้งประเด็นความตกต่ำทางเศรษฐกิจทั่วโลกทำให้เกิดวิกฤตการณ์ล้มละลายในปัจจุบัน แต่เรื่องเศรษฐกิจตกต่ำนี้ก็มีมานานแล้วตั้งแต่ปี 2005 ในสมัย มหินดา ราชปักษะ เป็นประธานาธิบดี สมัยนั้นได้พิมพ์ธนบัตรขึ้นมาใช้เองโดยความเห็นชอบของธนาคารกลาง มาในปัจจุบันเศรษฐกิจตกต่ำกว่าเดิมมากนัก จนรัฐบาลไม่มีทางออกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศเข้ามาควมคุมให้ปรับภาวะที่หนี้ของประเทศสูงมาก แต่สำหรับฟิลิปปินส์แล้ว ปัจจัยภายในมีไม่มากเท่าศรีลังกาและสมัยนั้นยังไม่มีโควิดระบาด การประท้วงของกลุ่มต่างๆ ก็มีน้อยกว่าและยังไม่มีปัญหาเรื่องการนำเครือญาติเข้ามาบริหารในการปกครองในปี 1972 ส่วนปัจจัยภายนอกก็เหมือนกันคือเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ทำให้มาร์กอสฉวยโอกาสประกาศกฎอัยการศึกและรวมอำนาจไว้ที่ผู้นำคนเดียว และเกิดการนำเอาเครือญาติบริวารเข้ามาดำรงตำแหน่งต่างๆ ในปี 1973 เป็นต้นมา จนเกิดเศรษฐกิจล้มละลายในปี 1981 และกองทุนการเงินระหว่างประเทศต้องเข้ามาควบคุมจนถึงปี 1987 การนำเครือญาติเข้ามาบริหารประเทศในศรีลังกาเกิดขึ้นในปี 2005-2015 เว้นช่วง 2014-2018 ที่พรรคตรงกันข้ามกับพรรคของตระกูลราชปักษะ ได้เป็นประธานาธิบดี เขาเป็นนายกรัฐมนตรี 2004-2005, 2019-2022 ดังกล่าวแล้วข้างต้น ส่วนของฟิลิปปินส์นั้น เครือญาติได้เข้ามาบริหารประเทศในปี 1973-1986 ซึ่งการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ขึ้นอยู่มาร์กอสแต่เพียงผู้เดียว การมีพรรคเดียวบริหารประเทศเป็นการเสี่ยงต่อการเมืองการปกครองในวัฒนธรรมที่คำนึงถึงเครือญาติบริวารอย่างประเทศในเอเชีย ซึ่งเป็นประชาธิปไตยแบบมีตำหนิ (Flawed Democracy) คือประเทศที่มีการเลือกตั้ง มีส่วนร่วมทางการเมือง แต่มีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล และปัญหาเรื่องวัฒนธรรมทางการเมือง
3.ประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญ ถ้าภาคประชาชนหรือฝ่ายค้านเห็นว่ามาตราใดเอื้ออำนวยและให้ผลประโยชน์ ต่อฝ่ายบริหารแล้วน่าจะรวมตัวกันอย่างสันติวิธี ขอแก้มาตรานั้น แต่ศรีลังกามิได้รวมตัวกันอย่างสันติวิธีเพื่อแก้ปัญหา จนทำให้ปัญหาบานปลาย ประเด็นสำคัญอีกเรื่องที่ทำให้ประชาชนประท้วงหนักคือ เขาได้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2022 ให้เพิ่มจำนวนสมาชิกสภาที่ปรึกษาอีก 7-10 คน และเรื่องที่สำคัญๆ ทุกเรื่องไม่ต้องผ่านการหยั่งเสียงประชามติ เมื่อเป็นเช่นนี้เขาก็มีอำนาจมากกว่าอำนาจของมาร์กอส ในขณะที่มาร์กอสประกาศกฎอัยการศึก เขายังมีการหยั่งเสียงประชามติ มาร์กอส แก้ไขรัฐธรรมนูญ ในปี 1973 เพื่อเพิ่มอำนาจให้ตัวเอง โดยให้เขาเป็นทั้งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีในคราวเดียวกัน ซึ่งในขณะนั้นประเทศอยู่ในสภาวะการประกาศกฎอัยการศึก ประชาชนก็ไม่กล้าออกมาเรียกร้อง เมื่อประเทศตกอยู่ในสภาวะล้มละลายในปี 1981-1983 จากความกดดันของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและอเมริกา มาร์กอสได้ยกเลิกกฎอัยการศึก และได้ประกาศให้มีการเลือกตั้งในปี 1986 แต่มาร์กอสแพ้การเลือกตั้ง จึงได้เกิดการรวมตัวของภาคประชาชนกว่า 2 ล้านคน เรียกร้องอย่างสันติให้มาร์กอสลงจากอำนาจ อเมริกาจึงได้รับมาร์กอสและพรรคพวกที่เป็นคณะรัฐมนตรีไปอยู่ที่ฮาวายจนกระทั่ง
4.เสียชีวิตที่นั่น คอราซอน อากีโน ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดี เธอได้หยั่งเสียงประชาชนว่าจะให้รัฐบาลทำอะไรให้ ผลปรากฏว่าประชาชนต้องการประชาธิปไตยอันดับแรกและเศรษฐกิจอันดับรอง เพื่อสนองความต้องการของประชาชนและเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ เธอก็ได้ตั้งคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ จากสาขาต่างๆ แต่ต้องมีความรู้ด้านกฎหมายด้วย ซึ่งมีทั้งหมด 47 คน ใช้เวลา 10 เดือน รัฐธรรมนูญร่างเสร็จในเดือนตุลาคม 1986 ส่งร่างให้ประธานาธิบดีเพื่อเข้าสภา เมื่อผ่านสภา ประธานาธิบดีลงนามแล้ว ได้นำไปหยั่งเลียงประชามติประชาชน เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 1987 ประชาชนยอมรับ 80 เปอร์เซ็นต์ รัฐธรรมนูญนี้จึงนำไปใช้ได้ สิ่งที่รัฐบาลอากีโนได้แก้ไขไม่ให้ผู้นำแสวงหาอำนาจให้ตนเองคือ ระบบการปกครองเป็นระบบประธานาธิบดีเหมือนกับช่วงก่อนมาร์กอสประกาศกฎอัยการศึกคือตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 1935 เพราะมีระบบรั้งและถ่วงดุล ประธานาธิบดีเป็นได้วาระเดียวคือ 6 ปี (เดิม 2 วาระ 8 ปี) ถ้าประธานาธิบดีป่วยบริหารงานไม่ได้ต้องแจ้งให้ประชาชนทราบ (สาเหตุมาจากรัฐธรรมนูญเดิมมิได้ระบุไว้) ที่มาก็คือเมื่อมาร์กอสป่วยคณะรัฐมนตรีและภรรยาบริหารแทน นี่เป็นการบริหารที่ผิดพลาดของบุคคลเหล่านั้นจนทำให้ประเทศล้มละลาย
นอกจากนั้น ยังมีมาตราที่ว่าด้วยการให้กลุ่มต่อต้านรัฐบาลทางภาคใต้เป็นเขตปกครองตนเองได้ถ้ามีความพร้อม ด้วยเหตุนี้เอง ประธานาธิบดี เบนิกโน อากีโน ผู้เป็นลูกในสมัยต่อมา จึงได้ดำเนินการเจรจาและตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อวางแนวทาง และดำเนินการร่างกฎหมาย บังซาโมโร และเสร็จสมบูรณ์ในปี 2016 ซึ่งเป็นปีที่อากีโนกำลังจะหมดวาระ ประธานาธิบดี ดูแตร์เตก็ดำเนินการต่อในการเอารัฐธรรมนูญที่ร่างเสร็จแล้วเข้าสภาและหยั่งเสียงประชามติประชาชน และได้ผ่านการรับรองจากประชาชนในจังหวัดที่กำหนด นี่คือการแก้ปัญหาของประเทศจากประธานาธิบดีสู่ประธานาธิบดี แต่ปัญหาภาคใต้ต้องให้เครดิต แก่ประธานาธิบดี เบนิกโน อากีโน สำหรับศรีลังกาก็เช่นกัน ขณะนี้เป็นช่องว่างของผู้นำ น่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ให้ผู้นำมีอำนาจเกินไป ศรีลังกามีโอกาสมากกว่าฟิลิปปินส์ในการแก้ปัญหาไม่ให้ผู้นำมีอำนาจมากเกินไป เพราะไม่ได้อยู่ในช่วงประกาศกฎอัยการศึกตั้งแต่ต้น และจะมีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 20 กรกฎาคมนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับฟิลิปปินส์ที่อยู่ในช่วงประกาศกฎอัยการศึกซึ่งประชาชนไม่กล้าทำอะไรเพราะมีกฎหมายบังคับ แต่เมื่อยกเลิกกฎอัยการศึก พวกเขาก็สามารถรวมพลังไม่ให้ผู้นำมีอำนาจต่อไปได้
ที่สำคัญ การใช้คำในการต่อสู้เพื่อประเทศชาติต้องไม่ใช้คำที่รุนแรง เช่น ศรีลังกาใช้ คำว่า Victory to the Struggle แต่ ฟิลิปปินส์ใช้ Peace for Change ทั้งหมดนี้ก็เป็นบทเรียนให้หลายประเทศ People Power เกิดขึ้นที่ฟิลิปปินส์ ก่อนประเทศอื่น แล้วลามมาที่ อินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย และสุดท้ายที่ศรีลังกา ถ้าผู้ปกครองมีธรรมาภิบาลก็คงจะไม่เกิดที่ประเทศใดอีก

