วิกฤตพลังงานภูมิภาคยุโรป กับก๊าซนำเข้าจากรัสเซีย

โฟกัสโลกรอบสัปดาห์ : วิกฤตพลังงานภูมิภาคยุโรป กับก๊าซนำเข้าจากรัสเซีย

ก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) เป็นพลังงานที่สำคัญ โดยเฉพาะสำหรับประชาชนในภูมิภาคยุโรปที่ใช้แหล่งพลังงานดังกล่าวให้ความอบอุ่นในช่วงฤดูหนาว นอกจากนั้นแอลเอ็นจียังเป็นพลังงานสำคัญที่ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ขวดแก้ว รวมถึงนมและชีสด้วย

ภูมิภาคยุโรป พึ่งพาแหล่งนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีจากประเทศรัสเซีย ผู้ผลิตแอลเอ็นจีที่ใหญ่ที่สุดในโลก มากถึง 40 เปอร์เซ็นต์ของการนำเข้าทั้งหมด ส่งผลให้ “รัสเซีย” ที่เผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรอย่างหนักจากชาติตะวันตก โดยเฉพาะ สหภาพยุโรป (อียู) ใช้จุดนี้ในการ “ตอบโต้” ด้วยการลดปริมาณการส่งก๊าซสู่ภูมิภาคยุโรปลงเรื่อยๆ ก่อนจะเกิดดราม่าล่าสุดที่รัสเซีย ตัดการส่งก๊าซผ่านท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีม1 ลงเป็นเวลา 10 วัน โดยอ้างว่าเป็นการปิดปรับปรุงประจำปี ก่อนจะเปิดการส่งก๊าซอีกครั้งเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา

รัสเซียลดปริมาณส่งก๊าซลงหรือไม่?

แม้รัสเซียจะกลับมาส่งก๊าซผ่านท่อไปยังภูมิภาคยุโรปอีกครั้ง แต่ปริมาณการส่งก๊าซจากรัสเซียนั้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ก่อนที่จะมีการปิดซ่อมบำรุง ท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีม1 รัสเซียก็ลดปริมาณการส่งก๊าซผ่านท่อแล้ว 60 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังลดปริมาณส่งก๊าซไปยัง 6 ประเทศ และตัดการส่งก๊าซไปยังอีก 6 ประเทศอย่างสิ้นเชิง

Advertisement

รัสเซียลดปริมาณส่งก๊าซผ่าน “นอร์ดสตรีม1” ไปยังเยอรมนี ประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอียูลงเหลือเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น โดยรัสเซียอ้างว่า ชิ้นส่วน “กังหัน” (turbine) สำหรับการบำรุงรักษาท่อที่ส่งไปยังประเทศแคนาดาไม่ถูกส่งกลับมาเนื่องจากมาตรการคว่ำบาตร อย่างไรก็ตามผู้นำยูโรปต่างปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวและโจมตีรัสเซียว่าท่าทีของรัสเซียมีแรงจูงใจทางการเมืองเพื่อทำลายเสถียรภาพพลังงานและจงใจทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น

ท่าทีดังกล่าวของรัสเซียส่งผลให้ชาติสมาชิกอียู 27 ชาติ ต้องสำรองก๊าซแอลเอ็นจีจากแหล่งอื่นเพื่อเก็บไว้ใช้ในช่วงหน้าหนาวที่ความต้องการใช้ก๊าซในการให้ความอบอุ่นและใช้ในโรงงานผลิตไฟฟ้าพุ่งสูงที่สุด นั่นส่งผลให้อียูต้องประกาศให้ชาติสมาชิกประหยัดการใช้ก๊าซลงอย่างน้อย 15 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามนับจนถึงเวลานี้ก๊าซสำรองของยุโรปนั้นมีเพียงแค่ 65 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นและยังห่างจากเป้าหมายที่ 80 เปอร์เซ็นต์ภายในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้อยู่มาก

ก๊าซจากรัสเซียสำคัญกับยุโรปอย่างไร?

ก่อนเกิดสงครามในยูเครน ยุโรปนำเข้าก๊าซจากรัสเซียคิดเป็นสัดส่วนราว 40 เปอร์เซ็นต์จากปริมาณการนำเข้าทั้งหมด แต่ในเวลานี้สัดส่วนดังกล่าวลดลงเหลือ 15 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ราคาก๊าซพุ่งสูงขึ้นและทำให้ภาคอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ก๊าซธรรมชาติ เช่น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ ขวดแก้ว นมและชีสพาสเจอร์ไรซ์ เกิดภาวะขาดแคลนพลังงาน

แน่นอนว่าบริษัทต่างๆ ไม่สามารถเปลี่ยนแหล่งพลังงานที่ให้ความร้อนสำหรับการผลิตได้แบบทันทีทันใด และในบางกรณีการที่ความร้อนขาดช่วงจะส่งผลให้อุปกรณ์เสียหายได้ด้วย เช่น ในอุปกรณ์หลอมเหล็กหรือแก้วเป็นต้น

นอกจากนี้ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นยังทำให้ภูมิภาคยุโรปเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยผลจากการเกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง ที่ทำให้ผู้บริโภคใช้จ่ายเงินน้อยลง และแน่นอนว่าหากรัสเซียตัดการส่งก๊าซไปยังภูมิภาคยุโรปทั้งหมด จะทำให้เศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้วเลวร้ายลงไปอีก

ท่อส่งก๊าซ “นอร์ดสตรีม1” คืออะไร?

ท่อส่งก๊าซ “นอร์ดสตรีม1” เป็นท่อส่งก๊าซสายหลักของภูมิภาคยุโรป ทอดตัวจากรัสเซีย ผ่านใต้ทะเลบอลติกสู่ประเทศเยอรมนี ซึ่งพึ่งพาก๊าซจากท่อส่งนี้เป็นหลักเช่นกัน

ด้านคลอส มุลเลอร์ ผู้กำกับดูแลเครือข่ายท่อก๊าซของเยอรมนีระบุว่า หลังจากรัสเซียกลับมาเปิดท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีม1 ปริมาณการส่งก๊าซกลับมาอยู่ในระดับก่อนปิดท่อที่ราว 40 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณการส่งก๊าซที่สามารถทำได้เต็มที่

นอกเหนือจากท่อนอร์ดสตรีม1 แล้ว ยังมีอีก 3 ท่อที่รัสเซียส่งก๊าซหล่อเลี้ยงภูมิภาคยุโรปด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นท่อที่ส่งจากรัสเซียผ่าน “โปแลนด์-เบลารุส” ที่รัสเซียปิดไปก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ยังมีท่องส่งก๊าซ ส่งผ่าน “ยูเครน-สโลวาเกีย” ที่ยังคงส่งก๊าซอย่างต่อเนื่องแต่ลดปริมาณลง นอกจากนี้ยังมีท่อที่ส่งผ่านไปทาง “ตุรกี-บัลแกเรีย” ด้วย

แน่นอนว่ายูโรปไม่ได้นำเข้าก๊าซผ่านท่อจากรัสเซียเท่านั้น แต่ยังนำเข้าก๊าซมาจากประเทศนอร์เวย์, แอฟริกาเหนือ และ อาร์เซอร์ไบจาน ด้วย

ปูตินได้อะไรจากเกมก๊าซครั้งนี้?

องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) เปิดเผยว่า แม้รัสเซียจะส่งออกน้ำมันและก๊าซน้อยลง แต่ราคาพลังงานที่สูงขึ้นทั่วโลกส่งผลให้รายได้ภาคพลังงานของรัสเซียกลับเพิ่มสูงขึ้น

ไออีเอ ระบุว่าหากนับช่วงเวลาหลังจากรัสเซียรุกรานยูเครน รายได้ของรัสเซียจากการส่งออกน้ำมันและก๊าซไปยังภูมิภาคยุโรปเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าจากค่าเฉลี่ยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาพุ่งขึ้นถึง 95,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสัดส่วนรายได้ที่เพิ่มขึ้นนับแค่ช่วง 5 เดือนล่าสุดนั้น สูงกว่ารายได้ที่รัสเซียเคยทำได้จากการส่งออกก๊าซไปยังภูมิภาคยุโรปตลอดช่วงหน้าหนาวถึง 5 เท่า

ทิศทางดังกล่าวทำให้ไออีเอ มองว่า การที่ชาวยุโรปต้องจ่ายค่าพลังงานสูงขึ้นบวกกับวิกฤตพลังงานที่รุนแรงจะสามารถเปลี่ยนความคิดสนับสนุนยูเครนในหมู่ชาวยุโรป และเลือกที่จะสนับสนุนการเจรจา ซึ่งปูตินมองว่ารัสเซียจะได้ประโยชน์ในแนวทางนี้

ข้อสันนิษฐานดังกล่าวดูจะมีความเป็นไปได้มากขึ้นเมื่อวลาดิมีร์ ปูติน ระบุเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า การส่งก๊าซผ่านนอร์ดสตรีม1 นั้นอาจลดลงอีกหากชิ้นส่วน “กังหัน” ที่ส่งไปซ่อมที่แคนาดาไม่ถูกส่งกลับมาภายในปลายเดือนกรกฎาคมนี้ เนื่องจากจะมีการปิดกังหันอีกชิ้นเพื่อบำรุงรักษาเช่นกัน ขณะที่ทางการแคนาดาก็ยืนยันว่าได้เปิดทางให้มีการส่งชิ้นส่วนกังหันของท่อนอร์ดสตรีม1 กลับสู่ประเทศรัสเซียแล้วเช่นกัน

ยุโรปกับหนทางแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน

สิ่งที่ภูมิภาคยุโรปทำได้ในเวลานี้ก็คือการหาแหล่งก๊าซใหม่ แต่ก็ต้องยอมรับกับราคาที่สูงกว่าเนื่องจากเป็นก๊าซที่ส่งมาทางเรือทั้งจาก “สหรัฐอเมริกา” รวมถึง “กาตาร์”

ด้านเยอรมนีก็เร่งก่อสร้างท่าเรือเพื่อนำเข้าก๊าซธรรมชาติ (LNG import terminal) บริเวณชายฝั่งตอนเหนือของประเทศที่ต้องใช้เวลาก่อสร้างนานนับปี แต่เทอร์มินอลสำหรับนำเข้าก๊าซธรรมชาติแบบลอยน้ำ 4 แห่งก็กำลังจะเสร็จสมบูรณ์ และจะสามารถนำเข้าก๊าซธรรมชาติทางเรือได้ในช่วงปลายปีนี้

อย่างไรก็ตามก๊าซแอลเอ็นจีที่มีทั้งหมดในโลกนั้นยังคงไม่เพียงพอที่จะชดเชยส่วนที่ขาดหายไปให้กับยุโรปได้ เพราะกำลังผลิตแอลเอ็นจีทั่วโลกเวลานี้เดินหน้าเต็มกำลังแล้ว ยิ่งกว่านั้น เหตุระเบิดที่ท่าเรือนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจี ที่เมืองฟรีพอร์ต รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกาก่อนหน้านี้ก็ทำให้แหล่งแอลเอ็นจีของยุโรป หายไปอีก 2.5 เปอร์เซ็นต์ นั่นส่งผลให้ยุโรปอาจต้องหาแหล่งพลังงานอื่นทดแทนต่อไป

นอกจากหาพลังงานทดแทนแล้ว การลดใช้พลังงานก็เป็นอีกหนทางเพื่อให้ก๊าซมีพอใช้ในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง โดยล่าสุดอียู เสนอให้ชาติสมาชิกลดการใช้ก๊าซแอลเอ็นจี ลง 15 เปอร์เซ็นต์เพื่อหลีกเลี่ยงการขาดแคลนก๊าซในช่วงพีคที่กำลังจะมาถึง

จะเกิดอะไรขึ้นหากก๊าซไม่เพียงพอ

บ้านเรือนประชาชน โรงเรียน และโรงพยาบาลจะไม่ต้องอยู่ในสภาพหนาวเหน็บในช่วงฤดูหนาวเนื่องจากรัฐบาลจะตัดการส่งก๊าซจากภาคธุรกิจก่อน หากเกิดสถานการณ์ขาดแคลนขึ้นจริง แต่ทางเลือกดังกล่าวก็จะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างหนักและจะทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นกระทบกับประชาชนทางอ้อมด้วยเช่นกัน

นั่นเป็นเหตุผลให้ ไออีเอ แนะนำให้ชาติในยุโรปรณรงค์ให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อประหยัดพลังงานและเตรียมแผนในการแบ่งปันก๊าซในกรณีฉุกเฉิน

“ผู้นำยุโรปจำเป็นที่จะต้องเตรียมความพร้อมกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในทันทีเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่จะเป็นผลจากการตอบสนองที่ไม่ต่อเนื่องและไม่มั่นคง ฤดูหนาวนี้จะกลายเป็นบททดสอบครั้งประวัติศาสตร์ที่ไม่สามารถล้มเหลวได้ บททดสอบในการเคียงบ่าเคียงไหล่กันของภูมิภาคยุโรป บททดสอบที่มีความหมายเกินกว่าเฉพาะภาคพลังงาน” ฟาติห์ ไบรอล ผู้อำนวยการบริหารไออีเอ ระบุ

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image