สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ข้อตกลงในการหยุดยั้งสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อนซึ่งต่อสู้มาได้อย่างยากลำบาก มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ภายหลังจากที่หลายๆ ชาติมีการให้สัตยาบันอย่างรวดเร็วเป็นประวัติการณ์เพื่อเตรียมตัวรับการประชุมด้านสภาพอากาศของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่จะจัดขึ้นในสัปดาห์หน้า
ข้อตกลงดังกล่าวที่เรียกว่า “ความตกลงปารีส” ถือเป็นข้อตกลงฉบับแรกที่ผูกมัดทุกประเทศในโลกไม่ว่าจะรวยหรือจน ให้รับผิดชอบในการจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นของโลกด้วยการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยในวันเดียวกันนี้ หอไอเฟลในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส รวมถึงอาคารที่ทำการของรัฐบาลในเมืองมาราเกช ประเทศโมร็อกโก กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย นครเซาเปาลู ประเทศบราซิล เมืองแอดิเลด ประเทศออสเตรเลีย และอีกหลายเมืองทั่วโลกจะเปิดไฟสีเขียวเพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการบังคับใช้ความตกลงปารีสอย่างเป็นทางการ
หลังจากช่วงเวลาหลายปีของการเจรจาต่อรองที่ยากลำบากและสลับซับซ้อน ข้อตกลงดังกล่าวได้รับการเห็นพ้องกันที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว โดยจำเป็นต้องมีรัฐภาคีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (ยูเอ็นเอฟซีซีซี) 55 ชาติ ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมกันแล้วคิดเป็น 55 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด ให้สัตยาบันเพื่อให้มีผลบังคับใช้ ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวผ่านข้อกำหนดเมื่อเดือนที่แล้ว และถึงตอนนี้ มี 94 ชาติ จาก 197 ชาติภาคียูเอ็นเอฟซีซีซีที่ให้สัตยาบันแล้ว
“มนุษยชาติจะมองกลับหลังมายังวันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 ในฐานะเป็นวันที่หลายประเทศในโลกปิดประตูใส่ความหายนะทางสภาพอากาศ” นางแพทริเซีย เอสปิโนซา ผู้อำนวยการยูเอ็นเอฟซีซีซี กล่าว และว่า “แม้จะเป็นเรื่องที่เราเฉลิมฉลองได้ แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่เราต้องมองไปข้างหน้าด้วยการประเมินสถานการณ์อย่างจริงจังและตั้งปณิธานในสิ่งที่ต้องทำต่อไป” ที่หมายถึงการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงจำนวนมากในเวลาอันใกล้ ซึ่งสามารถระบุได้ว่าเป็นในช่วงเวลา 15 ปีข้างหน้า
นางเอสปิโนซากล่าวถึงเรื่องนี้ หลังจากก่อนหน้านี้ 1 วัน รายงานฉบับล่าสุดของยูเอ็นระบุว่า ด้วยแนวโน้มที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โลกกำลังเดินหน้าไปสู่ “โศกนาฏกรรม” ด้านสภาพอากาศ
รายงานของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นอีพี) ระบุว่า ภายในปีพ.ศ.2573 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อปีจะเท่ากับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 12,000 – 14,000 ล้านตัน ซึ่งรวมทุกปีไปจนถึงช่วงเวลาดังกล่าวแล้วจะมากกว่าปริมาณที่กำหนดไว้ที่ 42,000 ล้านตัน ทั้งนี้ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเมื่อปี 2557 อยู่ที่ 52,700 ล้านตัน

