
นายกฯฟินแลนด์ยืดอก ตรวจหาสารเสพติด โต้ “ชีวิตนี้ไม่เคยเสพยา” หลังคลิปฉาวขณะปาร์ตี้ว่อนโซเชียล (คลิป)
นางซันนา มารีน นายกรัฐมนตรีฟินแลนด์ แถลงเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมว่า ตนได้เข้ารับการตรวจหาสารเสพติดแล้ว โดยจะทราบผลตรวจในสัปดาห์หน้า และย้ำว่าตนไม่เคยใช้สารเสพติด ภายหลังจากที่มีคลิปวิดีโอหลุดออกมาในโลกออนไลน์ ซึ่งเผยให้เห็นนายกรัฐมนตรีหญิงของฟินแลนด์ในวัย 36 ปีผู้นี้ กำลังสังสรรค์อย่างสนุกสุดเหวี่ยงกับเพื่อนฝูงและเหล่าคนดัง จนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
ภาพวิดีโอดังกล่าวก่อให้เกิดการถกเถียงในหลายประเด็น แต่เรื่องที่โลกโซเชียลให้ความสนใจมากที่สุดคือข้อสงสัยว่านายกรัฐมนตรีหญิงผู้นี้ใช้สารเสพติดในงานสังสรรค์หรือไม่ ด้านนางมารีนแม้ว่าจะออกมายอมรับว่าดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ในงานปาร์ตี้นั้น แต่ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวว่า “ไม่เคยมีสักครั้งเลยในชีวิตของเธอ แม้กระทั่งในสมัยวัยรุ่น ที่ฉันเคยใช้สารเสพติด” และว่า “เพื่อให้เกิดความชัดเจน ฉันได้เข้ารับการตรวจหาสารเสพติดแล้ววันนี้” นางมารีนกล่าวกับผู้สัมภาษณ์ที่บ้านพักของเธอ
นอกจากนี้ คนจำนวนไม่น้อยยังวิจารณ์ว่าภาพดังกล่าวเป็นการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในฐานะที่นางมารีนกำลังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศ ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งกังวลว่านางมารีนจะมีความสามารถในการรับมือเหตุสุดวิสัยในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงอย่างไรหากเกิดวิกฤตการณ์เร่งด่วนขึ้น
นางมารีนได้ออกมาตอบโต้เสียงวิจารณ์ดังกล่าวว่า การสังสรรค์นี้เป็นการใช้เวลาร่วมกับเพื่อนๆ และภาพวิดีโอดังกล่าวก็ถูกถ่ายในพื้นที่ส่วนบุคคล อีกทั้งเธอก็ยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนและก็ไม่มีกำหนดการประชุมใดๆ ในขณะนั้น
ด้านนายอันต์ติ ลินต์แมน หัวหน้าพรรคสังคมประชาธิปไตยของฟินแลนด์ ได้ออกมาแสดงท่าทีสนับสนุนนายกรัฐมนตรีมารีนต่อสื่อว่า “ผมไม่เห็นว่าการสังสรรค์กับเพื่อนในพื้นที่ส่วนบุคคลจะเป็นปัญหาใหญ่อะไร” สอดคล้องกับที่ประชาชนบางส่วนก็ได้ออกมาปกป้องสิทธิในการใช้เวลาอย่างมีความสุขกับเพื่อนๆ ในครั้งนี้
ทั้งนี้ นางมารีน ซึ่งเริ่มดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีฟินแลนด์เมื่อปี 2019 ขณะที่มีอายุ 34 ปี ซึ่งนับเป็นหนึ่งในนายกรัฐมนตรีที่มีอายุน้อยที่สุดในโลก เคยตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในกรณีเดียวกันมาก่อน นั่นคือ กรณีการสังสรรค์ในที่พักของทางการเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2021 โดยขณะนั้นได้มีการเปิดเผยว่านางมารีนได้สังสรรค์โต้รุ่งแม้ว่าเธอจะเพิ่งได้รับเชื้อโควิด-19 ส่งผลให้ผลสำรวจที่จัดทำโดยสถานีโทรทัศน์ เอ็มทีวี 3 ชี้ว่า ประชาชนกว่า 2 ใน 3 เห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็น “ความผิดพลาดร้ายแรง”
