เจซีไทย-อินเดีย ครั้งที่ 9 มุ่งฟื้นฟูสัมพันธ์รอบด้าน ปลื้มค้าสองฝ่ายทะลุ5แสนล้าน

23.08.22 | 07:44 น.

เจซีไทย-อินเดีย ครั้งที่ 9
มุ่งฟื้นฟูสัมพันธ์รอบด้าน
ปลื้มค้าสองฝ่ายทะลุ5แสนล้าน

 

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย และ ดร. สุพรหมณยัม ชัยศังกระ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย พร้อมด้วยคณะผู้แทนทั้งสองประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อความร่วมมือทวิภาคี (เจซี) ไทย – อินเดีย ครั้งที่ 9 ซึ่งในคราวนี้ได้จัดประชุมขึ้นที่ไทย โดยมีรัฐมนตรีทั้งสองเป็นประธานในการประชุมร่วมกัน

นายดอนกล่าวแสดงความยินดีที่ได้ต้อนรับ ดร. สุพรหมณยัม ในการเดินทางมายังไทยเป็นครั้งที่ 2 เพื่อร่วมการประชุมครั้งนี้ ซึ่งเป็นการพบปะแบบเจอตัวกันของรัฐมนตรีทั้งสองเป็นครั้งแรก หลังจากที่โลกต้องเผชิญหน้ากับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ได้ชะลอความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่าง 2 ประเทศ และนับเป็นโอกาสดีที่จะฉลองการครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและอินเดีย ซึ่งตรงกับงานครบรอบ 75ปี การประกาศเอกราชของอินเดียในปีนี้ การประชุมเจซี ครั้งที่ 9 นี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง และหวังว่าจะเป็นการยืนยันย่างก้าวที่สำคัญบนเส้นทางแห่งมิตรภาพที่แข็งแกร่งระหว่างไทยและอินเดียต่อไปในอนาคต

ในขณะที่ ดร. สุพรหมณยัม กล่าวว่าตนรู้สึกขอบคุณอย่างยิ่งที่ทางการไทยให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นสำหรับการมาเยือนประเทศไทยอีกครั้ง และรู้สึกยินดีเช่นกันที่ได้เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ ซึ่งเป็นการรื้อฟื้นการติดต่อระหว่างกันที่ถูกพักไปชั่วขณะจากความไม่สะดวกและมาตรการควบคุมโควิด-19

Advertisement

ดร. สุพรหมณยัม กล่าวว่า ทั้งสองประเทศก็ได้พยายามหามุมมองใหม่ๆ ที่จะสามารถร่วมมือกันได้หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 และบังเกิดเป็นความตกลงในหลายๆ ด้านที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศให้แน่นแฟ้นมากขึ้น โดยครอบคลุมประเด็นความร่วมมือทวิภาคีอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่เรื่องราวมรดกทางสังคม วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ไปจนถึงสถานการณ์ในปัจจุบันที่มีความร่วมสมัย ทั้งสองประเทศต่างพูดคุยในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่เชื่อมต่อกันทางทะเลซึ่งถือว่ามีความสัมพันธ์อันใกล้ชิด และถึงแม้ทั้งสองประเทศจะประสบปัญหาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ไทยและอินเดียก็ได้ยืนหยัดเคียงข้างกัน และทำงานในฐานะพันธมิตรที่ดีต่อกัน และการช่วยเหลือกันในด้านการแพทย์ วัคซีน และอุปกรณ์จำเป็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ไทยและอินเดียได้ใช้การประชุมครั้งนี้ เป็นโอกาสและเวทีในการแลกเปลี่ยนมุมมองความร่วมมือที่ชัดเจนขึ้นอันจะนำไปสู่ผลประโยชน์ร่วมของทั้ง 2 ประเทศ และได้มีการจัดการกิจกรรมความร่วมมือที่หลากเหลือเพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้แก่สาธารณชน ท่ามกลางความท้าทายต่างๆ โดยผลจากการประชุมเจซีครั้งนี้ ทำให้เกิดความก้าวหน้าทางความร่วมมือระหว่างไทยและอินเดียอย่างรอบด้าน ทั้งในเรื่องความมั่นคงทางการเมือง ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ความเชื่อมโยงทางสังคมและวัฒนธรรม และการทำงานร่วมกันในระดับภูมิภาคและในระดับโลก

ในภาพรวม ทั้งสองประเทศได้เห็นพ้องที่จะฟื้นฟูกลไกความร่วมมือที่จะเร่งให้มีการประชุมและการเดินทางเยือนของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในอนาคต อันจะเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์แบบทวิภาคีของไทยและอินเดียให้เข้มแข็งมากขึ้น

ขณะที่ในด้านเศรษฐกิจ นายดอนแสดงความยินดีที่มูลค่าการค้าขายระหว่างไทยและอินเดียทำสถิติใหม่สูงถึง 1.49 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 500,000 ล้านบาท ด้าน ดร.สุพรหมณยัม ได้ย้ำถึงความมั่นใจว่าอินเดียและไทยจะสามารถดึงศักยภาพทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่มีเพื่อจะขยายผลเป็นความร่วมมือทางการค้าที่มีเป้าหมายอันยิ่งใหญ่กว่าเดิมได้ โดยทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะเร่งรื้อฟื้นกลไกการประชุมร่วมทางเศรษฐกิจ (Joint Business Forum) ระหว่างไทยและอินเดียครั้งที่ 2 และสนับสนุนการแลกเปลี่ยนของภาคเอกชนผ่านการทำให้เกิดแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพสูงและยูนิคอร์นของทั้งสองประเทศ เพื่อที่นักธุรกิจจะได้มีโอกาสสร้างปฏิสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อกัน

ในด้านความมั่นคง ไทยและอินเดียตกลงที่จะสร้างความร่วมมือทางการทหาร โดยจะให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่และการซ้อมรบร่วมกัน อีกทั้งยังตระหนักถึงความมั่นคงทางไซเบอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศที่เป็ยภัยคุกคามของโลกสมัยใหม่ โดยจะมุ่งสร้างการแลกเปลี่ยนบุคลากรและความเชี่ยวชาญระหว่างกัน

ในด้านสิ่งแวดล้อม อินเดียได้พูดถึงความร่วมมือ “สีเขียว” ที่จะพัฒนาการใช้พลังงานหมุนเวียนอันเป็นความท้าทายในปัจจุบันที่ไทยและอินเดียต่างต้องรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ

ในด้านสังคมและวัฒนธรรม ไทยและอินเดียเห็นวว่าควรให้ความสำคัญต่อโครงการการแลกเปลี่ยนนักเรียน ประชาชน รวมถึงนักท่องเที่ยวของทั้งสองฝ่ายที่เริ่มกลับมาเดินทางอีกครั้งหนึ่ง โดยอินเดียเป็นหนึ่งในประเทศต้นทางที่มีผู้เดินทางมาท่องเที่ยวที่ไทยมากที่สุดในปี 2565 และมีการคาดหวังว่าจำนวนนักท่องเที่ยวอินเดียในไทยจะกลับไปสู่ 2,000,000 คนต่อปีซึ่งเป็นตัวเลขเดิมก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19

ในด้านความเชื่อมโยง ไทยและอินเดียยังเห็นพ้องที่จะบรรลุการพัฒนาโครงการถนนสามฝ่าย อินเดีย – เมียนมา – ไทย เพื่อที่จะสร้างความเชื่อมโยงแบบไร้รอยต่อระหว่างอินเดียกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการทบทวนความตกลงว่าด้วยบริการด้านการเดินอากาศ แสวงหาโอกาสผลักดันความร่วมมือทางทะเลระหว่างกันมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงความร่วมมือในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การค้าและการลงทุน การศึกษา สาธารณสุข ตลอดจนการแลกเปลี่ยนอื่นๆ ในระดับประชาชนอีกด้วย

ในด้านความร่วมมือระดับภูมิภาค ไทยในฐานะที่เป็นประธานบิมสเทค จะผลักดันความเชื่อมโยงในภูมิภาคเบงกอลภายใต้แนวคิด “ฟื้นฟูความมั่งคั่งและความยั่งยืน พร้อมเตรียมรับมือความท้าทายจากโควิด-19” รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือของอินเดียและอาเซียน ซึ่งในปีนี้นับเป็นปีที่ 30 ของความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและอาเซียน

ภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมฯ ครั้งที่ 9 ไทยและอินเดียยังได้ลงนามบันทึกความเข้าใจจำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ บันทึกความเข้าใจว่าด้วยด้านการวิจัยทางการแพทย์ระหว่างสภาวิจัยทางการแพทย์แห่งอินเดีย กับกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นผลจากการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีของทั้งสองฝ่ายเมื่อปี 2563 ที่จะเพิ่มความสามารถและบริการทางการแพทย์ของทั้ง 2 ประเทศให้สูงขึ้น และบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือการกระจายเสียงและแพร่ภาพระหว่างสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งอินเดีย กับองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ที่จะทำให้เกิดการถ่ายทอดความรู้จากการเเลกเปลี่ยนบุคลากร และรายการโทรทัศน์ที่เกิดจากความร่วมมือของไทยและอินเดียอีกด้ว