เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน สำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ระหว่างนางฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากรีพับลิกัน คู่ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจาก 2 พรรคสำคัญต่างทุ่มความพยายามครั้งสุดท้ายบนเวทีปราศรัยหาเสียงข้ามคืน โดยนางคลินตันขึ้นเวทีที่ อินดีเพนเดนซ์ ฮอลล์ ในนครฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย ท่ามกลางผู้สนับสนุนมากเป็นประวัติการณ์กว่า 40,000 คน ทั้งนี้นอกเหนือจากอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน ผู้เป็นสามีแล้ว ยังมี ประธานาธิบดีบารัค โอบามา และนางมิเชล โอบามา สุภาพสตรีหมายเลข 1 กล่าวปราศรัยสนับสนุนบนเวทีเดียวกันด้วย ท่ามกลางการระดมกำลังครั้งใหญ่ของนักร้อง นักดนตรีอเมริกันระดับหัวแถวของโลก ไม่ว่าจะเป็น บรูซ สปริงสทีน, จอน บอน โจวี, เลดี้ กาก้า, เคที เพอร์รี, เดอะ เนชั่นแนล วงอินดี้ร็อคชื่อดัง, เจย์ ซี และ บียอนเซ เพื่อผลักดันให้ชาวอเมริกันออกมาใช้สิทธิ์ลงคะแนนให้กับคลินตันให้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไมลีย์ ไซรัส ซึ่งลงทุนออกตระเวนเคาะประตูบ้านผู้มีสิทธิ์ออกเสียงให้กับคลินร่วมกับนักศึกษาในรัฐเวอร์จิเนีย อีกด้วย เป็นที่น่าสังเกตว่า นักร้องนักดนตรีชื่อดังแทบทุกคนไม่เพียงปฏิเสธให้การสนับสนุนนายทรัมป์เท่านั้นยังทุ่มกำลังครั้งใหญ่ออกมาเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ผู้นำสตรีคนแรกของประเทศอีกด้วย
นางฮิลลารี คลินตันกล่าวปราศรัยครั้งสุดท้ายแสดงออกถึงความมั่นใจในชัยชนะเห็นได้จากการเลือกหยิบเอาประเด็นเรื่องการสร้างความเป็นเอกภาพในชาติขึ้นมาเป็นหัวข้อหลักในการปราศรัยทิ้งทวนครั้งนี้ และแสดงความเสียใจอย่างลึกซึ้งที่การรณรงค์หาเสียงของทั้งสองฝ่ายที่ผ่านมาเป็นไปในทำนองกราดเกรี้ยวมากเกินไป แต่ยังไม่วายโจมตีนายทรัมป์ว่า ก่อให้เกิดความยุ่งยากหลายอย่างขึ้นในระหว่างการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับมุสลิม, กลุ่มอเมริกันเชื้อสายละตินและกลุ่มแอฟริกันอเมริกัน และยังระบุว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดที่ทรัมป์สร้างขึ้นคือการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งหากตกเป็นผู้แพ้
“ขอให้พวกเราแสดงให้เห็นกันในวันพรุ่งนี้ว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีปัญหาใดๆทั้งสิ้น” นางคลินตันกล่าว
ในขณะที่การปราศรัยทิ้งทวนของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครตัวแทนพรรครีพับลิกันบนเวทีปราศรัยที่เมืองสแครนตัน รัฐเพนซิลเวเนีย เช่นเดียวกัน ยังคงเป็นการกล่าวโจมตีระบบการเมืองในสหรัฐอเมริกาว่า ฉ้อฉล และผู้มีอำนาจทางการเมืองทั้งหลาย สมคบกับบรรดาสื่อมวลชนอเมริกันเพื่อโกงการเลือกตั้งทำให้ตนพ่ายแพ้ ทรัมป์ให้ฉายาคู่แข่งว่าเป็น “โฉมหน้าของความล้มเหลว” ของระบบการเมืองและการบริหารประเทศที่ผ่านมาอีกด้วย
รายงานข่าวระบุว่า ผลโพลสุดท้ายก่อนหน้าวันเลือกตั้งสำคัญๆซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นระหว่างวันที่ 4-6 พฤศจิกายน ยังคงแสดงว่า นางคลินตันมีคะแนนนิยมเหนือนายทรัมป์อยู่ทุกๆโพล ตั้งแต่ต่ำสุด 2 จุด ในโพลของแมคแคลช/มาริสต์ เรื่อยไปจนถึง 7 จุดของสถานีโทรทัศน์เอ็นบีซี/เอ็มเอส ส่วนโพลสุดท้ายของสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น ให้คลินตันนำอยู่ที่ 45 ต่อ 43 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม ซีเอ็นเอ็นตั้งข้อสังเกตว่า จากการตรวจสอบคะแนนคณะผู้เลือกตั้งล่าสุดของนางคลินตัน เมื่อรวมบรรดารัฐต่างๆ ที่ถือว่าเป็นรัฐฐานเสียงของเดโมแครตมาโดยตลอดแล้วพบว่า คลินตันจะได้จำนวนคะแนนคณะผู้เลือกตั้งจากรัฐฐานเสียงเหล่านี้ถึง 268 คะแนน โอกาสที่จะได้ถึง 270 คะแนน จึงมีมากและเป็นไปได้หลายทางกว่าโอกาสของทรัมป์ ที่เมื่อรวมคะแนนคณะผู้เลือกตั้งจากรัฐที่เป็นรีพับลิกันแท้ๆแล้วได้เพียง 204 คะแนนเท่านั้น ทำให้ทรัมป์จำเป็นต้องได้คะแนนเสียงคณะผู้เลือกตั้งด้วยการได้ชัยชนะในรัฐที่เป็นสมรภูมิหรือรัฐที่เปลี่ยนการตัดสินใจในการเลือกตั้งหลายๆครั้งที่ผ่านมาแทบทุกรัฐแล้วยังต้องได้รับชัยชนะในรัฐสำคัญอย่างโอไฮโอ, นอร์ทแคโรไลนา และฟลอริดา ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่แพ้พลิกล็อกแม้แต่ในรัฐเล็กๆที่เคยเลือกรีพับลิกัน อาทิ นิวแฮมป์เชียร์ อีกด้วยจึงสามารถกำชัยในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้

