‘มิคาอิล กอร์บาชอฟ’ วีรบุรุษโลกหรือคนทรยศ!
30 สิงหาคม 2022 สื่อทั่วรัสเซียรายงานว่า “มิคาอิล กอร์บาชอฟ” ผู้นำสหภาพโซเวียตคนสุดท้าย ได้สิ้นลมลงอย่างสงบด้วยวัย 91 ปี หลังจากป่วยหนักมานาน นับเป็นการสูญเสียรัฐบุรุษที่ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่งของโลก เนื่องจากกอร์บาชอฟ เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวดในการปูทางไปสู่การสิ้นสุดของสงครามเย็นที่ครอบงำโลก และการล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ในอดีตสหภาพโซเวียต
ในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งผู้นำทางการเมืองของสหภาพโซเวียตไม่ถึง 7 ปี กอร์บาชอฟได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย ซึ่งส่งผลให้เกิดการล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียต และมีการปลดปล่อยประเทศในยุโรปออกจากการควบคุมของรัสเซีย รวมทั้งทำให้เกิดการสิ้นสุดของการเผชิญหน้าด้านนิวเคลียร์ระหว่างรัสเซียและชาติตะวันตก ซึ่งกินเวลายาวนานหลายทศวรรษก่อนหน้านั้น
กอร์บาชอฟเป็นผู้นำเสนอนโยบายเพื่อปฏิรูปสหภาพโซเวียต และเดินหน้ารณรงค์เพื่อยุติปัญหาทางเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศผ่านการผลักดันนโยบาย “กลาสนอสต์” หรือการเปิดกว้าง และ “เปเรสทรอยกา” ที่แปลว่า การปรับโครงสร้างใหม่ ซึ่งโด่งดังไปทั่วโลก อย่างไรก็ตามนโยบายของเขา ซึ่งรวมถึงการปลดปล่อยนักโทษการเมือง อนุญาตให้มีการอภิปรายโต้แย้งได้อย่างเปิดเผย รวมถึงมีการเลือกตั้งแบบหลายฝ่าย ให้อิสระกับผู้คนในการเดินทาง ยุติการกดขี่ทางศาสนา ลดคลังอาวุธนิวเคลียร์ สร้างสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับชาติตะวันตก รวมถึงไม่ต่อต้านการล่มสลายของระบบคอมมิวนิสต์ในรัฐบริวารของอดีตสหภาพโซเวียตในยุโรปตะวันออก ก็ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่เขาจะควบคุมได้
ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดการปะทุขึ้นของสงครามและความไม่สงบในพื้นที่ที่มีปัญหาจากความตึงเครียดทางชาติพันธุ์ที่เคยถูกกดขี่มานาน การนัดหยุดงานและความไม่สงบของแรงงาน หลังมีการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและการขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภค ทำให้มีนักปฏิรูปและปัญญาชนหลายคนออกมาต่อต้านและท้าทายนโยบายรวมถึงอำนาจของกอร์บาชอฟเอง โดยผู้นำของคนกลุ่มนี้ คือ นายบอริส เยลต์ซิน อดีตบุตรบุญธรรมของเขาที่กลายมาเป็นศัตรูคนสำคัญ และเป็นประธานาธิบดีคนแรกของรัสเซีย แม้การดำเนินนโยบายของเขาจะไม่ได้รับการสนับสนุนมากนักภายในประเทศ แต่ก็ทำให้กอร์บาชอฟกลายเป็นผู้นำสหภาพโซเวียต ที่ผู้นำชาติตะวันตกพากันหลงใหล โดยในเดือนพฤศจิกายนปี 1985 เขาได้เริ่มการประชุมสุดยอด ซึ่งนำไปสู่การลดคลังอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
แม้ว่าพื้นที่อื่นๆ ของโลกจะได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวและนโยบายที่กอร์บอชอฟริเริ่มขึ้น แต่เศรษฐกิจของสหภาพโซเวียตที่อ่อนแอง่อนแง่นอยู่แล้วกลับพังทลายลง นำไปสู่ความยากลำบากทางเศรษฐกิจอย่างหนักสำหรับชาวรัสเซีย 290 ล้านคน และเร่งการล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียตให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทั่งพื้นที่ภายใต้การปกครองของอดีตสหภาพโซเวียต ที่เคยเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่และเป็นที่หวาดกลัวของโลกได้แตกออกเป็น 15 ประเทศ ซึ่งทำให้ชาวรัสเซียพากันตำหนิกอร์บาชอฟต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 1991 ขณะที่ผู้ที่เคยเป็นพันธมิตรของเขาก็พากันละทิ้งและทำให้ กอร์บาชอฟ กลายเป็นผู้รับบาปเพียงคนเดียวสำหรับปัญหาและความล่มสลายที่เกิดขึ้น
กอร์บาชอฟได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1990 จากบทบาทของเขาที่ยุติสงครามเย็น และได้รับรางวัลอีกมากมายจากทั่วทุกมุมโลกในช่วงหลายปีหลังจากนั้น แต่กลับเป็นผู้ที่ถูกดูหมิ่นอย่างหนักในบ้านเกิดของตนเอง กระนั้นก็ดีกอร์บาชอฟได้ให้สัมภาษณ์เมื่อปี 1992 ว่าเขามองว่าตนเองเป็นคนริเริ่มการปฏิรูปที่จำเป็นสำหรับประเทศ สำหรับยุโรปรวมถึงสำหรับโลก พร้อมกับยอมรับว่าหากมีโอกาสอีกครั้ง เขาจะเริ่มต้นเรื่องดังกล่าวทั้งหมดซ้ำอีกหรือไม่ ซึ่งคำตอบของเขาคือ “แน่นอน” และยังจะทำด้วยความมุ่งมั่นที่มากขึ้นอีกด้วย
ในบันทึกความทรงจำที่เขาเขียนขึ้นในปี 1996 กอร์บาชอฟระบุว่า วิกฤตในประเทศจะดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งอาจนำไปสู่ความโกลาหลครั้งใหญ่ได้ แต่รัสเซียได้เลือกเส้นทางแห่งเสรีภาพที่ไม่อาจเพิกถอนได้ และไม่มีใครที่จะสามารถทำให้มันหวนคืนกลับสู่ความเป็นเผด็จการได้เช่นกัน
อย่างไรก็ดี กอร์บาชอฟ ได้ยกย่องประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย โดยระบุว่าปูตินได้ดำเนินการหลายอย่างเพื่อฟื้นฟูเสถียรภาพและศักดิ์ศรีของรัสเซีย หลังทศวรรษอันวุ่นวายที่เกิดขึ้นหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต แต่เขาก็คัดค้านข้อจำกัดที่เพิ่มขึ้นในการควบคุมเสรีภาพสื่อ
กอร์บาชอฟได้ออกมาพูดต่อต้านการรุกรานยูเครนของปูติน โดยออกแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการยุติการสู้รบโดยเร็ว และเริ่มการเจรจาสันติภาพทันที พร้อมย้ำว่าไม่มีอะไรในโลกนี้ที่มีค่ามากไปกว่าชีวิตมนุษย์ การเจรจาบนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน และการยอมรับในผลประโยชน์ เป็นวิธีเดียวที่เป็นไปได้ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและปัญหาต่างๆ ที่รุนแรง
ขณะที่การจากไปของกอร์บาชอฟ ได้รับการแสดงความอาลัยและการยกย่องเชิดชูเขาในฐานะเป็น “รัฐบุรุษ” ของโลกผู้หนึ่งที่หาได้ยาก หนึ่งในเสียงชื่นชมนั้นมาจากประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐอเมริกา ที่กล่าวยกย่องกอร์บาชอฟว่าเป็น “ผู้นำที่หาได้ยาก ผู้ทำให้โลกปลอดภัยขึ้น” ขณะที่อันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าวว่า เขาเป็น “รัฐบุรุษที่ไม่เหมือนใคร” ผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์และทำมากกว่าใครในการยุติสงครามเย็นอย่างสันติ ส่วน อังเกลา แมร์เคิล อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงเยอรมนีผู้ทรงอิทธิพล กล่าวถึงกอร์บาชอฟว่าเป็นนักการเมืองโลกที่ “หาที่เสมือนไม่ได้” ผู้แสดงให้เห็นว่า “รัฐบุรุษเพียงคนเดียวสามารถเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นได้”
ทว่าสำหรับคนรัสเซียจำนวนหนึ่งมองว่า “สายลมแห่งความเปลี่ยนแปลง” ที่กอร์บาชอฟพัดพามาสู่การเป็นรัสเซียที่ดีขึ้นนั้น มันกลับเป็นสายลมแห่งความทุกข์ยากและเจ็บปวดขมขื่นสำหรับพวกเขาเหล่านั้น
วลาดิมีร์ ซาฟคอฟ ชายชาวมอสโกวัย 70 ปี เรียกขานกอร์บาชอฟอย่างเต็มปากเต็มคำว่า “คนทรยศ” และบอกว่า สำหรับเขากอร์บาชอฟเป็นเหมือน “นักการเมืองไม่รู้หนังสือ ผู้ปล่อยให้ประเทศที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้แตกแยกเป็นเสี่ยงๆ และสิ่งที่ดีที่เขาอาจทำ ได้ถูกขีดฆ่าทิ้งโดยสิ่งนั้น”
เป็นมุมมองสอดคล้องกับ ทาเทียนา ซีลาเยวา หญิงวัยเกษียณผู้ยังจำไม่ลืมในวันที่อาณาจักรโซเวียตยังดำรงอยู่ เธอบอกว่า “เราอาจไม่ได้ร่ำรวยอะไรในตอนนั้น แต่เรามีหลักประกันว่าเรามีงานทำ” เธอยังยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าตัวเธอเองมีทัศนคติเชิงลบกับกอร์บาชอฟ โดยกล่าวว่า “เขาทำดีเพื่อสหรัฐอเมริกา แต่ปล่อยให้ประเทศของเราล่มสลาย สำหรับเรา เขากลายเป็นแค่คนทรยศโดยสมบูรณ์”
สำหรับร่างไร้ลมหายใจของกอร์บาชอฟ ที่แม้จะไม่ได้รับการจัดเป็นรัฐพิธีศพให้อย่างสมเกียรติจากรัฐบาลรัสเซียภายใต้การนำของปูติน ที่ความสัมพันธ์ที่ผ่านมาไม่ได้ดีนัก แต่พิธีศพของกอร์บาชอฟ จะถูกจัดขึ้นที่ มอสโก ฮอลล์ ออฟ คอลัมน์ ซึ่งก็เป็นสถานที่ที่เคยจัดพิธีศพให้กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซีย ซึ่งรวมถึงโจเซฟ สตาลิน หนึ่งในอดีตผู้นำสหภาพโซเวียตในปี 1953 ในพิธีที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่มีการเปิดให้สาธารณชนได้ร่วมไว้อาลัยด้วย
ก่อนที่ร่างของกอร์บาชอฟ จะถูกนำไปฝังไว้เคียงข้าง “ไรซา” ภรรยาของเขา ที่สุสานโนโวเดวิชี

