สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จสวรรคตเมื่อ 8 กันยายนที่ผ่านมายังความสูญเสียครั้งใหญ่ต่อชาวอังกฤษ และทั่วโลก
ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 มิได้อยู่ที่พระองค์ทรงเป็นองค์พระประมุขที่ครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดมากกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใดๆ ในประวัติศาสตร์อังกฤษ
แต่เป็นเพราะพระองค์ทรงสามารถรักษาความนิยมต่อสถาบันกษัตริย์ตลอดหลายทศวรรษของการเปลี่ยนแปลงทั้งทางการเมือง สังคม รวมถึงวัฒนธรรม ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดรัชสมัยอันยาวนานกว่า 70 ปี และความเปลี่ยนแปลงก็เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงประสบพบเจอมาตลอดพระชนม์ชีพ
เจ้าหญิงเอลิซาเบธ อเล็กซานดรา แมรี วินด์เซอร์ ประสูติเมื่อเวลา 02.40 น. วันที่ 21 เมษายน 2469 ที่เมย์แฟร์ ในกรุงลอนดอน เป็นพระธิดาพระองค์แรกของดยุคแห่งยอร์ก รัชทายาทลำดับที่ 2 ที่ไม่เคยมีใครคาดคิดว่าต่อมาพระบิดาของพระองค์จะกลายเป็นพระเจ้าจอร์จที่ 6 หลังจากกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 8สละราชสมบัติจากการมีความสัมพันธ์กับวอลลิส ซิมป์สัน สตรีม่ายชาวอเมริกันผู้โด่งดัง
เจ้าหญิงเอลิซาเบธขึ้นดำรงตำแหน่งองค์รัชทายาท ท่ามกลางสถานการณ์ยุโรปขณะนั้น ซึ่งคุกรุ่นไปด้วยความขัดแย้งตึงเครียด ก่อนจะปะทุเป็นสงครามโลกครั้งที่ 2 พระราชวงศ์จึงทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างแข็งขัน เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นของสถาบันกษัตริย์
ความเปลี่ยนแปลงสำคัญมาถึงพระองค์อีกครั้งในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2495 เมื่อพระเจ้าจอร์จที่ 6 เสด็จสวรรคต ทำให้พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา ขณะที่มีพระชนมายุ 25 พรรษาเท่านั้น
พระราชพิธีราชาภิเษกจัดขึ้น 16 เดือนให้หลัง ที่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2496 และเป็นครั้งแรกที่มีการถ่ายทอดสดพระราชพิธีดังกล่าวไปสู่สายตาประชาชนและผู้คนทั่วโลก
นับจากวันนั้นพระองค์ได้ช่วยนำทางสถาบันกษัตริย์อังกฤษเปลี่ยนผ่านไปสู่โลกสมัยใหม่ ลดทอนความเป็นพิธีการ ทำให้สถาบันมีความเปิดกว้างและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ท่ามกลางการจับจ้องของสื่อที่มักจะล่วงล้ำหรือมีความเป็นปฏิปักษ์ต่อราชวงศ์มากขึ้นด้วย
ท่ามกลางความพยายามที่จะประคับประคองสถาบันให้สามารถดำรงอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในโลก
โดยมี เจ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินบะระ ที่ทรงอยู่เคียงข้างกันและกันกับพระองค์อย่างมั่นคงยืนยาวกว่า 73 ปี แม้จะเริ่มต้นด้วยอุปสรรคนานัปการ
โดยเฉพาะการที่เจ้าชายฟิลิปทรงเป็นเจ้าชายที่สืบเชื้อสายจากราชวงศ์ต่างชาติ ก่อนที่เจ้าชายฟิลิปจะสิ้นพระชนม์ไปเมื่อเดือนเมษายน 2564 พระสวามีที่พระองค์ทรงชื่นชมว่าทรงเป็นกำลังใจและเป็นผู้ที่อยู่เคียงข้างพระองค์เสมอมา ด้วยความเสียสละและไม่เห็นแก่ตัว นอกจากพระโอรสและพระธิดา 4 พระองค์แล้ว พระองค์ยังมีพระราชนัดดา 8 พระองค์ และพระราชปนัดดาอีก 12 พระองค์
ตลอด 70 ปีที่พระองค์ทรงครองราชย์ อังกฤษเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงมากมายในประเทศ ทรงเผชิญกับยุคหลังสงครามในทศวรรษที่ 1950 ไปสู่ยุคแห่งความผันผวนในทศวรรษต่อมา การก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีของนางมากาเร็ต แทตเชอร์ ในยุค 80 ตามด้วยการปกครองภายใต้การนำของนายโทนี แบลร์ จากพรรคแรงงาน สู่ยุคแห่งความเข้มงวดทางเศรษฐกิจและเบร็กซิท ตามด้วยการแพร่ระบาดของโควิด-19
พระองค์ขึ้นครองบัลลังก์ในช่วงสงครามเย็น และผ่านช่วงเวลาแห่งการกล่าวอำลาจักรวรรดิอังกฤษตั้งแต่เคนยาถึงฮ่องกง และล่าสุดคือบาร์เบโดสเมื่อปี 2564 แม้ว่าพระองค์จะยังคงเป็นประมุขแห่งรัฐของ 14 ประเทศและเป็นประมุขของเครือจักรภพอังกฤษก็ตาม
เวลาที่ผันผ่านไป สหราชอาณาจักรได้เปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่มีความเท่าเทียมมากขึ้น ทั้งในแง่ของความเท่าเทียมของสตรี ความหลากหลายทางเชื้อชาติ และความเป็นสากล พระองค์ยังทรงลดทอนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมด้วยการจ่ายภาษีเงินได้และลดจำนวนสมาชิกในราชวงศ์ที่จะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ และหันมาเปิดพระราชวังวินด์เซอร์ให้คนเข้าชมเพื่อนำรายได้มาบูรณะซ่อมแซมพระราชวังที่ถูกไฟไหม้แทนที่จะใช้เงินภาษีของประชาชน
สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงร่วมงานกับนายกรัฐมนตรีอังกฤษมาแล้ว 15 คนโดยนายกรัฐมนตรีคนแรกในรัชสมัยของพระองค์คือ วินสตัน เชอร์ชิลล์ และนายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายคือ นางลิซ ทรัสส์ ที่เข้าเฝ้าพระองค์ในวันที่ 6 กันยายน เพียง 2 วันก่อนที่จะเสด็จสวรรคต
สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างเต็มที่ตลอดมา พระองค์เสด็จเยือนต่างประเทศถึงกว่า 100 ประเทศ มากกว่าองค์ประมุขแห่งอังกฤษพระองค์ใด พระองค์ทรงเป็นองค์ประมุขแห่งอังกฤษพระองค์แรกที่เสด็จเยือนประเทศจีนเมื่อปี 2529 ทั้งยังเป็นองค์ประมุขอังกฤษพระองค์แรกที่ตรัสสุนทรพจน์ในสภาครองเกรสในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ทรงเสด็จเยือนประเทศในเครือจักรภพมากกว่า 150 ครั้ง
เดอะ เดลี เทเลกราฟ เคยคำนวณการเสด็จเยือนต่างประเทศของพระองค์ว่าเทียบเท่ากับการเดินทางรอบโลกรวม 42 ครั้ง ก่อนทรงหยุดเสด็จเยือนต่างประเทศเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 ขณะพระชนมพรรษา 89 พรรษา
ทรงอุทิศพระองค์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชนในสหราชอาณาจักร และประเทศในเครือจักรภพตั้งแต่พระพระชนมพรรษา 21 พรรษา และในฐานะองค์ประมุขแห่งอังกฤษ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจราว 21,000 งาน ทรงพระราชทานพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ออกกฎหมาย 4,000 ฉบับ ทรงเป็นองค์ประธานจัดงานเลี้ยงต้อนรับผู้นำประเทศต่างๆ 112 ครั้ง และทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ขององค์กรการกุศลมากกว่า 600 แห่ง
พระองค์ยังทรงปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีแห่งยุคสมัย โดยทรงทดลองส่งอีเมล์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2519 ระหว่างเสด็จเยือนศูนย์วิจัยของกระทรวงกลาโหม ต่อมาในปี 2540 ทรงเปิดเว็บไซต์ทางการของสำนักพระราชวังบักกิงแฮม ในปี 2557 ทรงทวีตครั้งแรก และเมื่อ 3 ปีก่อน ทรงมีอินสตาแกรมของพระองค์เป็นครั้งแรกด้วยเช่นกัน
สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เป็นองค์พระประมุขอังกฤษเพียงพระองค์เดียวที่ทรงร่วมแสดงทำทีกระโดดร่มจากเฮลิคอปเตอร์กับสายลับเจมส์ บอนด์ 007 ที่รับบทโดย แดเนียล เครก ในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ที่อังกฤษเป็นเจ้าภาพเมื่อปี 2555 และในช่วงต้นของคอนเสิร์ตเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติ 70 ปีที่จัดขึ้นในเดือนมิถุนายนปีนี้ พระองค์ทรงปรากฏกายคู่กับหมีแพดดิงตัน ตัวการ์ตูนที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ ที่ปิดท้ายด้วยการที่พระองค์ตรัสกับหมีแพดดิงตันว่าทรงเก็บแซนด์วิชแยมส้มของโปรดของหมีแพดดิงตันอยู่ในกระเป๋าทรงถือของพระองค์เสมอ
ในพิธีเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปีเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จออกสีหบัญชร ณ พระราชวังบักกิงแฮม ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ พร้อมกับพระบรมวงศานุวงศ์เกือบครบทุกพระองค์ ซึ่งนับเป็นการปรากฏพระองค์ที่สีหบัญชรครั้งสุดท้าย
พระองค์ตรัสว่าทรงรู้สึกอ่อนน้อมถ่อมตนและซาบซึ้งที่ประชาชนจำนวนมากมาร่วมฉลองโอกาสนี้ แม้พระองค์อาจไม่ได้เข้าร่วมงานทุกงานด้วยพระองค์เอง แต่พระหทัยของพระองค์อยู่กับทุกคน และพระองค์ยังคงมุ่งมั่นที่จะรับใช้ประชาชนอย่างสุดความสามารถ ภายใต้การสนับสนุนจากพระบรมวงศานุวงศ์
นั่นคือพระราชดำรัสส่งท้ายที่ยืนยันถึงความมุ่งมั่นตั้งพระทัยอันแน่วแน่ตลอดรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถแห่งสหราชอาณาจักรที่ผู้คนทั่วโลกรู้จัก
และเชื่อว่าจะเป็นที่จดจำไปตราบนานเท่านาน!?!

