การสำรวจความคิดเห็นเพื่อวัดคะแนนนิยมทางการเมือง ที่เรียกกันง่ายๆ ว่า “โพลการเมือง” มีความเป็น “ศาสตร์” อยู่มากกว่าที่จะเป็น “ศิลป์” เนื่องจากมีกรรมวิธีในเชิงสถิติศาสตร์กำกับอยู่ตลอดตั้งแต่ต้นจนกระทั่งได้ผลลัพธ์เป็นข้อยุติออกมา
ด้วยความที่เป็น “ศาสตร์” อย่างหนึ่งนี่เอง ที่ทำให้โพลการเมือง ถูกยึดถือเป็น “แนวโน้ม” ที่ถูกต้องเสมอมา แล้วก็กลายเป็นที่กังขากันสูงมากเมื่อโพลผิด
ผิดพลาดธรรมดายังพอทำเนา เนื่องจากมีข้อเท็จจริงประการหนึ่งกำกับอยู่ว่า โพล นั้นเป็นเพียงค่า “ประมาณการ” โดยที่ในตัวของมันเองมี “ค่าความผิดพลาด” กำกับอยู่ด้วยเสมอ แต่ในระยะหลัง มีโพลการเมืองหลายครั้งมากที่ผิดแบบสาหัสสากรรจ์ ผิดชนิดที่ฝรั่งใช้คำว่า “dead wrong” คือ ผิดแบบน่าตาย
กรณีชัยชนะแบบเหนือความคาดหมายของ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ว่านั้น
ก่อนหน้านี้ เคยมีกรณี “เบร็กซิท” เป็นตัวอย่างให้เห็นถึงความผิดพลาดของโพลในลักษณะนี้ แม้ผู้ทำโพลจะยืนยันอย่างแน่วแน่ในกรณีดังกล่าวว่าผลโพลแสดงออกมาให้เห็นถึงความสูสีชนิดที่บอกไม่ได้ว่าฝ่ายไหนชนะ และแม้ฝ่าย “รีเมน” จะนำหน้า “ลีฟ” อยู่ในระดับหนึ่งแต่ก็อยู่ในกรอบของค่าความผิดพลาดอยู่ดี ปัญหาจึงตกอยู่กับ “อคติ” ของผู้ที่ “อ่านโพล” ดังกล่าวมากกว่าอย่างอื่น ก็ตามที
แต่ก็มีตัวอย่างชัดเจนมากว่า โพล สามารถผิดพลาดได้อย่างเหลือเชื่อ เช่นในกรณีของการสำรวจความคิดเห็นก่อนการลงประชามติเรื่องข้อตกลงสันติภาพในโคลอมเบีย ที่ผลของโพลแสดงให้เห็นว่าประชาชน 60 เปอร์เซ็นต์เห็นพ้องและสนับสนุนข้อตกลงสันติภาพดังกล่าว แต่เอาเข้าจริงปรากฏว่า เสียงส่วนใหญ่ของชาวโคลอมเบียปฏิเสธข้อตกลงสันติภาพกับกบฏฟาร์ค
หรือตัวอย่างหมาดๆ ในระหว่างการเลือกตั้งขั้นต้นภายในพรรคเดโมแครตที่รัฐมิชิแกน โพลแสดงให้เห็นว่า ฮิลลารี คลินตัน จะได้รับชัยชนะเหนือ เบอร์นี แซนเดอร์ส ในรัฐนี้ชนิดที่นำหน้าห่างถึง 20 จุด (เปอร์เซ็นเทจ พอยต์) แต่เอาเข้าจริง ผู้ชนะกลับเป็นฝ่ายหลัง
โพลผิดพลาดได้ แต่ด้วยความที่เป็น “ศาสตร์” จึงจำเป็นต้องมีคำอธิบายที่สมเหตุสมผลตามมาด้วยเช่นเดียวกัน
ต้องอธิบายได้ว่าเพราะเหตุใดถึงได้ผิดชนิดน่าตายขนาดนี้
การทำโพลการเมืองในสหรัฐอเมริกานั้นมีมาช้านาน ผู้บุกเบิกเรื่องนี้ก็คือ สำนักโพลกัลลัพ เริ่มต้นในการเลือกตั้งเมื่อปี 1963 และทำเรื่อยมา คาดการณ์แนวโน้มการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกามาต่อเนื่องอีก 20 ครั้ง ก่อนที่จะยกเลิก ล้างมือในอ่างทองคำ เลิกทำโพลการเมืองเรื่องเลือกตั้งไปโดยสิ้นเชิง
เหตุผล? เพราะทำแล้ว “ผิดอย่างน่าตาย” เหมือนที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้นั่นแหละครับ
โพลสุดท้ายที่กัลลัพทำในการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกันก็คือการแข่งขันระหว่าง จอร์จ ดับเบิลยู. บุช กับ อัล กอร์ เมื่อปี 2000 กัลลัพยืนยันว่า บุชจูเนียร์จะชนะด้วยสัดส่วน 48 ต่อ 46 เปอร์เซ็นต์ แต่ผลกลับเป็นว่า อัล กอร์ มีคะแนนป๊อปปูลาร์โหวต มากกว่า บุช จะได้ตำแหน่งไปก็ต้องอาศัยคะแนนเพียงไม่กี่ร้อยคะแนนในรัฐฟลอริดา เอาชนะคะแนนอิเล็กเทอรัลโหวตไปได้หวุดหวิด
กัลลัพ เลิกทำโพลการเมืองมานับตั้งแต่บัดนั้น
ปัญหาพื้นฐานประการหนึ่งซึ่งผู้ทำโพลเผชิญมาตั้งแต่ตอนนั้น และยิ่งหนักหนาสาหัสมากขึ้นเรื่อยๆตามเวลาที่ผ่านไป นั่นก็คือ ข้อเท็จจริงที่ว่า คนอเมริกันยินดีที่จะตอบคำถามในการทำโพลน้อยลงเรื่อยๆ ตัวเลขของ พิว รีเสิร์ช เซนเตอร์ แสดงให้เห็นว่า ในปี 1997 ชาวอเมริกันตอบรับโทรศัพท์ที่สอบถามความคิดเห็นเข้ามามากถึง 43 เปอร์เซ็นต์
แต่พอถึงปี 2012 สัดส่วนดังกล่าวหลงเหลือเพียงแค่ 14 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง
ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่า การลดลงดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการแพร่หลายของเทคโนโลยีใหม่ ที่เรียกกันว่า “คอลเลอร์ ไอดี” หรือที่ในเมืองไทยเรียกกันติดปากว่า เทคโนโลยี “โชว์เบอร์” ให้รู้ว่าผู้ที่โทรศัพท์มาหาเราเป็นใครนั่นแหละครับ
คอลเลอร์ ไอดี ทำให้กลุ่มตัวอย่างที่ถูกสุ่มถาม สามารถเลือกที่จะรับหรือไม่รับโทรศัพท์จากคนทำโพลก็ได้ ซึ่งในทางปฏิบัติที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า เจ้าของหมายเลขตัดสินใจที่จะไม่รับโทรศัพท์จากสำนักโพลมากกว่าและมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง ในขณะเดียวกัน คอลเลอร์ ไอดี ยังทำให้ผู้ที่ตกเป็นกลุ่มตัวอย่างสามารถตกแต่ง หรือสกรีนความคิดเห็นของตัวเองได้ ก่อนที่จะตอบคำถามอีกด้วย
ถึงแม้ความสามารถในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลของเราจะดีขึ้นเรื่อยๆ ตามพัฒนาการของเทคโนโลยี แต่ความสามารถในการเก็บข้อมูลของเรากลับแย่ลง
ในหลักการทางสถิติ ถ้า “อินพุท” แย่ ผลวิเคราะห์ก็ไม่มีทางที่จะดีไปได้แน่นอน
การสกรีนตัวเองของกลุ่มตัวอย่าง ก่อให้เกิดปัญหาสูงมากกับผู้ที่ทำโพล เพราะในศาสตร์ของการทำโพล ตัวอย่างหนึ่งๆ จะมีค่าในเชิงสถิติได้ก็ต่อเมื่อตัวอย่างรายนั้นเป็นตัวแทนของประชากรโดยรวมที่ผู้ทำโพลให้ความสนใจ
ความเป็นจริงก็คือ การไม่ยอมรับโทรศัพท์จะไม่เป็นปัญหาสำหรับผู้ทำโพลถ้าหากเป็นไปโดยสุ่ม เพราะในที่สุดก็จะมีใครสักคนที่จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชากรทั้งหมดในกลุ่มนั้นรับโทรศัพท์เข้าจนได้
ปัญหาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อการไม่รับโทรศัพท์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากการตัดสินใจอย่างเป็นระบบของกลุ่มประชากรกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
เช่นเดียวกัน ปัญหาจะไม่ร้ายแรงนัก ถ้าหากผู้ทำโพล รู้ว่าคนที่ไม่ยอมรับโทรศัพท์เป็นคนซึ่งมีคุณลักษณะเป็นที่รับรู้กันแล้วของผู้ทำโพล ยกตัวอย่างเช่น คนแอฟริกันอเมริกัน มีแนวโน้มที่จะรับโทรศัพท์ของผู้ทำโพลน้อยกว่าคนอเมริกันผิวขาว และผู้ชายมีแนวโน้มที่จะรับน้อยกว่าผู้หญิง
หากการไม่รับโทรศัพท์เป็นไปตามคุณลักษณะข้างต้นนี้ ผู้ทำโพลก็เพียงแค่อาศัยสถิติที่ปรากฏในสำมโนประชากรของกลุ่มประชากรต่างๆ เหล่านี้มาใช้ในเทคนิคการถ่วงน้ำหนักกลุ่มตัวอย่างเพื่อปรับแก้ข้อมูลได้ เป็นต้น
ปัญหาใหญ่หลวงจะเกิดขึ้นกับสำนักโพลทั้งหลาย ถ้าหากการปฏิเสธรับโทรศัพท์ดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นระบบและเกิดขึ้นกับกลุ่มประชากรที่มีคุณลักษณะซึ่งคนทำโพลไม่รู้ไม่เห็น หรือไม่สามารถวัดได้ จนไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวได้
ตัวอย่างเช่น สำมโนอาจบอกเราได้ว่า ในรัฐหนึ่งๆ มีคนเอเชียนอเมริกันอยู่มากน้อยเท่าใด แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าในจำนวนทั้งหมดนั้นมีรีพับลิกันอยู่เท่าใด หรือ มีเสรีนิยมอยู่เท่าใด และมีกลุ่มคนเคร่งศาสนามากน้อยแค่ไหนในรัฐดังกล่าว ดังนั้น ถ้าหากกลุ่มผู้เคร่งศาสนาตัดสินใจเหมือนๆ กันว่าจะไม่ยอมรับโทรศัพท์จากสำนักโพล ข้อมูลในส่วนนี้ในทางสถิติก็จะหายไปเลย และยากที่จะแก้ไขทดแทน
ในอดีต กรณีทำนองนี้ไม่มีปัญหาเนื่องจากจำนวนผู้ตอบรับโทรศัพท์สูงมาก จนในที่สุดผู้ทำโพลสามารถมองเห็นแนวโน้มของการขาดหายของข้อมูลที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบได้
แต่ในยุคสมัยที่มีผู้ตอบรับการทำโพลเพียงแค่ 14-15 เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นเรื่องยากมากขึ้นที่จะสังเกตพบได้
ตัวอย่างเช่น ถ้าหากผู้สนับสนุน โดนัลด์ ทรัมป์ มีแนวโน้มที่จะปฏิเสธรับโทรศัพท์ในการทำโพลอย่างเป็นระบบ เพราะทรัมป์ระบุเอาไว้ตลอดว่า โพลจงใจให้ข้อมูลผิดพลาดและถูกฉ้อฉลใช้ และการปฏิเสธดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ ไม่สอดคล้องกับคุณลักษณะอื่นๆ ของกลุ่มตัวอย่าง (เช่นความเป็นหญิงหรือชาย)
คนทำโพลก็ไม่มีทางรู้เรื่องนี้ได้เลย ทำออกมากี่ครั้ง คลินตันก็ยังชนะอยู่วันยังค่ำนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม การไม่รับโทรศัพท์ในการสำรวจความคิดเห็น เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดความผิดพลาดในการทำโพลเท่านั้นเอง เนื่องจากระดับการตอบรับโทรศัพท์ในการสำรวจความคิดเห็นนี้ต่ำมาเป็นเวลานานแล้ว เรียกได้ว่าในการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกัน 4 ครั้งหลัง สัดส่วนการตอบรับอยู่ในระดับ 14-15 เปอร์เซ็นต์มาโดยตลอด
กระนั้นคนทำโพลก็ยังคาดการณ์การเลือกตั้งใน 4 ครั้งหลังได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริง มากกว่าครั้งนี้มาก
ปัญหาส่วนหนึ่งซึ่งทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้แตกต่างออกไป ก็คือความล้มเหลวของสิ่งที่คนทำโพลเรียกว่า “โหวตเตอร์ โมเดล”
โหวตเตอร์ โมเดล คือการที่ผู้ทำโพลสามารถชี้ขาดได้ว่า ผู้ที่ให้ความเห็นกับตนนั้น จริงๆ แล้วไปลงคะแนนเสียงในวันเลือกตั้งจริงๆ หรือไม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาที่ยากเย็นที่สุดของคนทำโพลเลือกตั้งทั้งหลาย
นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้สำนักโพลสำคัญๆ ทั้งหลายคิดค้นชุดคำถามขึ้นมาชุดหนึ่ง สำหรับใช้ถามต่อเนื่องเพื่อชี้ขาดเรื่องนี้โดยเฉพาะ อาทิ คำถามที่ใช้วัดความสนใจในการเลือกตั้ง, พฤติกรรมที่ผ่านมาของตัวอย่างรายนั้น เรื่อยไปจนถึงความรู้เกี่ยวกับสถานที่สำหรับหย่อนบัตรลงคะแนน
ตราบเท่าที่ “พฤติกรรมของผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียง” ยังมีเสถียรภาพ ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากมายนัก การหารูปแบบของผู้ที่จะไปลงคะแนนเสียงให้แน่นอนได้ก็ไม่เป็นปัญหามากมายเท่าใดนัก
แต่ถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงในแบบ “ถอนรากถอนโคน” อย่างเช่นในกรณีของ บารัค โอบามา เมื่อปี 2008 หรือในกรณีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในปีนี้
ถึงสำนักโพลจะใหญ่โตเก่าแก่แค่ไหน ก็ล้มเหลวอย่างน่าตายได้เหมือนๆ กัน
ในการเลือกตั้งครั้งใดก็ตามที่ “ไม่ปกติ” โพลทั้งหลายก็มีแนวโน้มจะผิดพลาดใหญ่หลวงได้เสมอ
ปัญหาก็คือ เราไม่มีทางรู้ได้ล่วงหน้าว่าเลือกตั้งครั้งไหนไม่ปกติ จนกระทั่งถึงวันเลือกตั้งเท่านั้นเอง!

