หน้าแรก ต่างประเทศ ไทยจัดเวทีคู่...

ไทยจัดเวทีคู่ขนาน SDGs ‘ดอน’ ย้ำการพัฒนาที่ยั่งยืน ต้องอยู่คู่กับสันติภาพ

23.09.22 | 16:43 น.

ไทยจัดเวทีคู่ขนาน SDGs ‘ดอน’ ย้ำการพัฒนาที่ยั่งยืน ต้องอยู่คู่กับสันติภาพ

เมื่อวันที่ 22 กันยายน นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางมาเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 77 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ได้เข้าร่วมกิจกรรมคู่ขนานเรื่อง “เส้นทางระดับภูมิภาคสู่เป้าหมายระดับโลก : แนวทางของอาเซียนในการดำเนินการตามเป้าหมายด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และความยั่งยืนหลังการฟื้นตัวของโควิด-19” ซึ่งจัดขึ้นที่สำนักงานคณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก โดยมีเพนนี หว่อง รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลีย และดาโต๊ะลิม จ๊อก ฮอย เลขาธิการอาเซียนเข้าร่วมด้วย
นายดอนกล่าวว่า ประเทศไทยในฐานะผู้ประสานงานอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ขอบคุณทุกคนที่มาเข้าร่วมงานในครั้งนี้ เพราะความยั่งยืนมีความสำคัญ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือตอนนี้เราเกือบจะถึงเส้นชัยของวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนปี 2030 แล้ว ในเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายเร่งด่วนอื่นๆ อีกมากมายที่อาจทำให้เราละสายตาจากความยั่งยืนไป
หนทางข้างหน้าดูไม่ง่าย ความตื่นตระหนกอันเนื่องมาจาก 4 ประเด็นสำคัญ ตั้งแต่การระบาดใหญ่ของโควิด-19 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้ง และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ได้ลบความก้าวหน้าหลายปีของการพัฒนาที่ยั่งยืนจนหายไป ตามรายงานของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ที่ดัชนีการพัฒนามนุษย์ถอยหลังกลับไปเป็นเวลาถึง 5 ปี นั่นคือเหตุผลที่เราจำเป็นต้องระดมทรัพยากรของเราขึ้นใหม่เพื่อผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าใน SDGs
 แม้อนาคตจะดูเหมือนมืดมน แต่เรายังมีเวลาที่จะเร่งดำเนินการและชดเชยความสูญเสียที่เกิดขึ้น โดยขอเน้นสองประเด็นสำคัญในเรื่องนี้
ประการแรก ไม่มีการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยปราศจากสันติภาพ และจะไม่มีสันติภาพใดที่ปราศจากการพัฒนาที่ยั่งยืน สันติภาพและการพัฒนาเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน ด้านหนึ่ง สันติภาพเป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน ความขัดแย้งส่งผลเสียต่อการพัฒนาของทุกประเทศ สภาพแวดล้อมที่ดีและมีเสถียรภาพเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง หากเราต้องผลักดันวาระความยั่งยืนและเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ในทางกลับกัน การพัฒนาที่ยั่งยืนสามารถป้องกันความขัดแย้งได้ สำหรับอาเซียน การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นพื้นที่หนึ่งของความร่วมมือแบบ win-win ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามที่ระบุไว้ในมุมมองอาเซียนต่ออินโด-แปซิฟิก (ASEAN Outlook on the Indo-Pacific หรือ AOIP) ความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์ในด้านนี้จะช่วยสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่น ทั้งยังจะนำผลประโยชน์ร่วมกันมาสู่พันธมิตรทุกฝ่าย โลกได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคระบาดมาพอสมควรแล้ว เราไม่ต้องการความเครียดเพิ่มเติมจากการเผชิญหน้าและการแข่งขัน
สิ่งนี้นำมาสู่ประเด็นที่สองของผม นั่นคือการเสริมสร้างหุ้นส่วนซึ่งมีอยู่ในเส้นทางของอาเซียนเพื่อมุ่งหน้าไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนมาโดยตลอด ความร่วมมือเหล่านี้สร้างขึ้นจากวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมกันโดยมีผู้คนและโลกเป็นศูนย์กลาง นอกจากนี้ยังช่วยให้อาเซียนสามารถสร้างสิ่งต่างๆ ได้มากกว่าที่เราทำโดยลำพัง
ความเกื้อกูลระหว่างวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2025 และวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ 2030 หรือที่เรียกว่า “ข้อริเริ่มที่สามารถเสริมกันให้สมบูรณ์” ได้ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาระดับภูมิภาค และแนวทางปฏิบัติในการขับเคลื่อนกระบวนการสร้างประชาคมอาเซียน ในขณะเดียวกันก็ทำให้บรรลุ SDGs ไปพร้อมๆ กัน
เพื่อสนับสนุนข้อริเริ่มที่สามารถเสริมกันให้สมบูรณ์ดังกล่าว ได้มีการจัดตั้งศูนย์อาเซียนเพื่อการศึกษาและการหารือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนในกรุงเทพ เพื่อใช้เป็นหนึ่งในกลไกอำนวยความสะดวกระดับภูมิภาคในการส่งเสริมและประสานงาน เพื่อความพยายามของอาเซียนในความร่วมมือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ยังเป็นเวทีสำหรับการเจรจาเชิงนโยบายระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน และระหว่างอาเซียนกับพันธมิตรภายนอก
 ด้วยการทำงานร่วมกัน ภายใต้แนวทางในการเข้าถึงสังคมโดยรวม และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เราสามารถสร้างความร่วมมือที่มีความหมายสำหรับวาระ 2030 งานวันนี้จัดขึ้นภายใต้การมีส่วนร่วมของพันธมิตรที่รู้จักกันมายาวนานของอาเซียน – ออสเตรเลีย, EU, UNDP, FAO และมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ เป็นต้น ส่งผลดีต่อความมุ่งมั่นร่วมกันของเราที่จะข้ามเส้นชัยและบรรลุ SDGs ภายในปี 2030
เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ที่เสด็จสวรรคตไปแล้ว ผมขอยกพระราชดำรัสอันเปี่ยมด้วยปัญญาของพระองค์ในที่ประชุม COP26 ครั้งล่าสุดที่ว่า “ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าเมื่อชาติต่างๆ รวมตัวกันด้วยเหตุร่วมกัน ย่อมมีที่ว่างสำหรับความหวังเสมอ การทำงานร่วมกันทำให้เรามีความสามารถในการแก้ปัญหาที่ผ่านไม่ได้มากที่สุด และมีชัยชนะเหนือความยากลำบากที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”
การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างการพูดคุยในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสในการแบ่งปันแนวทางการพัฒนาที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น รวมถึงหนทางขับเคลื่อนที่เกิดขึ้นในชุมชน เช่น โมเดลเศรษฐกิจบีซีจีของไทย (Bio-Circular-Green Economy) เราจะยังคงสร้างและขยายเครือข่ายที่สามารถส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนระหว่างอาเซียนและโลกสำหรับเหตุผลอันสูงส่งนี้ต่อไป